ข้อมูล
Jianxin
Jianxin VA
ชาวจีน: Elise Zhang
ญี่ปุ่น: Anzai Chika
เกาหลี: Lee Eun Jo
ภาษาอังกฤษ: Ioanna Kimbook
Jianxin รายงานการสอบ Forte
พลังกำทอน
ภาพสะท้อนชำระล้าง
รายงานการประเมินเสียงสะท้อน
พื้นฐานการประเมิน: [Resonance Assessment 1541-G]
เรโซเนเตอร์ Jianxin ประสบกับการปลุกพลังของเธอเมื่อ 3 ปีที่แล้ว การปลุกพลังนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดๆ จึงถูกจัดเป็นการปลุกพลังโดยธรรมชาติ
สัญลักษณ์ทาเซ็ต ของเรโซเนเตอร์ Jianxin อยู่ที่ไหล่ซ้ายของเธอ การสังเกตการณ์หลังจากการปลุกพลังไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่น่าสังเกต
พลังเรโซแนนซ์ของ Jianxin ทำให้เธอสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตีได้โดยการควบคุมกระแสอากาศและการสร้างสนามพลัง การประเมินพบว่าความเร็วในการโจมตีอยู่ที่ 340 เมตร/วินาที ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับสนามพลังยังคงไม่สามารถสรุปได้ โดยรวมแล้ว พลังเรโซแนนซ์ของ Jianxin แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาต่อไปได้
รูปแบบเรโซแนนซ์สเปกตรัมของเรโซเนเตอร์ Jianxin มีความคล้ายคลึง 5% กับวัตถุมากกว่า 10 ชิ้น และไม่พบความคล้ายคลึงที่มีนัยสำคัญเกิน 20% ต้นเหตุของการปลุกพลังยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้
การวิเคราะห์ตัวอย่างทดสอบเผยให้เห็นเส้นโค้งราเบลล์ ที่ไม่บรรจบกันโดยมีการเพิ่มขึ้นแบบคงที่ มีการตรวจพบความแปรปรวนเป็นครั้งคราวภายในช่วงค่าปกติ ดังนั้น Jianxin จึงถูกระบุว่าเป็นเรโซเนเตอร์ธรรมชาติ
รายงานการวินิจฉัยโอเวอร์คล็อก
กราฟคลื่นของ Jianxin แสดงให้เห็นภาพขอบเขตเวลาที่เสถียร โดยตรงกับรูปแบบความแปรปรวนมาตรฐานอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่พบพารามิเตอร์ที่ผิดปกติในตัวอย่างทดสอบ
ค่าวิกฤตเรโซแนนซ์: สูง ความถี่ของเรโซเนเตอร์ Jianxin มีความเสถียรสูง และความเสี่ยงต่อโอเวอร์คล็อก มีน้อยมาก
Jianxin ไม่มีประวัติการโอเวอร์คล็อกที่บันทึกไว้ จึงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการให้คำปรึกษาและการตรวจร่างกายเป็นประจำ
Jianxin รายการหวงแหน
คันฉ่องส่องกระจ่าง
ในวัยเด็ก Jianxin ได้รับของล้ำค่าชิ้นหนึ่งจากอาจารย์ของเธอ มันคือชุดกระจกที่ยังมีชิ้นส่วนขาดหายไป ตลอดการฝึกฝน เธอใช้มันเพื่อสะท้อนมองตนเองและความก้าวหน้า โดยเข้าใจดีว่าการบำเพ็ญตนและศิลปะการต่อสู้นั้นต้องอาศัยความอดทนและการอุทิศตน เมื่อเธอกลับมายังสำนัก อาจารย์ของเธอก็ได้นำชิ้นส่วนที่ขาดหายไปมาประกอบเข้าอย่างบรรจง และในตอนนั้นเองที่ Jianxin ได้เห็นภาพสะท้อนของตนเองในกระจกที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคำสอนและการเติบโตทั้งหมดที่เธอได้ประสบมาตลอดการเดินทาง
คลิปหนีบคูปอง
Jianxin เรียนรู้ที่จะสะสมคูปองทุกชนิดในครั้งแรกที่เธอติดตามอาจารย์ลงจากภูเขามาใช้ชีวิตในเมือง สำหรับเธอแล้ว มันไม่ได้เป็นเพียงหนทางเอาตัวรอดที่ไม่เหมือนใคร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรไมตรีของผู้คนอีกด้วย "เมนูพิเศษ... ฟรี!" Jianxin ไม่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของการใช้ขนาดตัวอักษรของนักธุรกิจเพื่อสร้างจุดสนใจทางสายตา ส่วนรายการเงื่อนไขเพิ่มเติมอันยาวเหยียดยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
หญ้ากำมะหยี่
พืชชนิดนี้ตั้งตระหง่านอย่างแข็งแกร่ง ราวกับยังคงพลิ้วไหวตามสายลมแห่งขุนเขาบ้านเกิดของมัน เพียงแค่ได้เห็นก็ให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนได้อยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดแล้ว พืชสายพันธุ์พิเศษนี้ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที เหลือเพียงร่องรอยที่พบในคำอธิบายสั้นๆ ของ Jianxin แม้แต่สถาบันหัวซวีก็ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่เธอพบมันได้หลังจากการสืบสวนอย่างละเอียด สิ่งเดียวที่รู้คือพืชหายากนี้เคยอยู่ในความครอบครองของเธอ บางคนเชื่อว่ามันมีพลังลี้ลับ ในขณะที่บางคนมองว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความยืดหยุ่นและการอยู่รอด
Jianxin เรื่องราว
จิตวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพงไพร
เด็กหญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ในขุนเขา เธอหลับนอนใต้ผืนฟ้า พักพิงบนผืนดิน ผูกมิตรกับเนินเขาเขียวขจี และวิ่งเล่นกับเหล่าสรรพสัตว์ เธอท่องไปทั่วทุ่งกว้างกับสหายสัตว์ป่าของเธออย่างคล่องแคล่วและเป็นอิสระ
ขณะที่สือหลิงกำลังเดินทางลึกเข้าไปในป่า เสียงประหลาดก็ดึงความสนใจของเขา เขาเหลือบไปมองและเห็นเด็กคนหนึ่งอยู่ท่ามกลางกิ่งไม้ ดวงตาของเด็กคนนั้นดูบริสุทธิ์และมีท่าทีไร้เดียงสา
ช่างเป็นจิตวิญญาณที่หาได้ยากและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่แปดเปื้อนมลทินใดๆ ของโลก
สือหลิงรู้สึกทึ่งในแววตาของเธอ เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง แต่เด็กหญิงกลับปีนหนีขึ้นสูงไปอีกด้วยความหวาดระแวง
เขาสังเกตเห็นร่างกายที่ผอมบางและเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งของเธอ จึงหยิบขนมปังแผ่นออกมาให้ เด็กหญิงรีบคว้ามันไปแล้วใช้ตัวบังไว้อย่างหวงแหน ท่าทางของเธอดูไม่ต่างจากสัตว์ป่า ราวกับว่าเธอได้ลืมเลือนความเป็นมนุษย์ไปแล้ว สือหลิงจึงวางขนมปังแผ่นอีกชิ้นไว้ข้างๆ ของเธออย่างใจเย็น
ฉันควรจะรับเด็กคนนี้มาเป็นศิษย์ดีไหมนะ สือหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ พลางครุ่นคิดขณะมองเธอกินขนมปัง แต่ตอนนี้สำนักเราก็ขาดแคลนทุนทรัพย์... การจะเลี้ยงดูเด็กเพิ่มอีกคนอาจจะลำบากเขาคิดในใจ สุดท้าย เขาจึงตัดสินใจให้เด็กหญิงเป็นผู้เลือกเส้นทางของตัวเอง
"นี่เจ้าหนู เห็นเส้นทางข้างหน้านั่นไหม นั่นเป็นทางเดียวที่จะขึ้นไปยังภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักของฉัน ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งของเราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างยิ่งเพื่อเปิดเส้นทางนี้ขึ้นมา ถ้าเธอสามารถตามฉันและปีนขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนตะวันตกดินได้ ฉันจะรับเธอเป็นศิษย์คนใหม่ ว่ายังไงล่ะ"
แม้เขาจะยื่นข้อเสนอไปแล้ว เด็กหญิงก็ยังคงกินต่อไปพลางกะพริบตามองเขาอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเธอไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว สือหลิงจึงลุกขึ้นและเริ่มปีนเขา เขามองย้อนกลับมาเป็นพักๆ หวังว่าเด็กหญิงจะเปลี่ยนใจ แต่เธอก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สนใจเพียงแค่อาหารตรงหน้า
สือหลิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาตัดใจและเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาต่อไป แต่เมื่อเขาเข้าใกล้สำนักที่อยู่บนยอดเขา เสียงหัวเราะแผ่วๆ ก็ดังมาจากใกล้กับประตูโถง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขาก็เห็นเหล่าศิษย์ของเขากำลังนั่งยองๆ และยื่นน้ำให้กับเด็กหญิงที่เขาเพิ่งทิ้งไว้ข้างหลัง
"ท่านอาจารย์ กลับมาแล้วหรือครับ ดูสิครับ เด็กคนนี้ปีนเขาขึ้นมาด้วยตัวเอง"
"ธะ เธอมาถึงตั้งแต่เมื่อไร"
"ผมไม่ทราบครับ ผมก็อยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว แต่เธอก็มาถึงก่อนผมเสียอีก"
สือหลิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายื่นมือออกไปหาเด็กหญิงที่ยังคงนั่งนิ่ง ไม่เข้าใจความหมายของการกระทำนั้น
สือหลิงจึงจับมือของเธอขึ้นมาและกุมไว้แน่น เขาพยุงเธอให้ลุกขึ้น แล้วทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันเข้าไปในโถงหลักของสำนัก
ขณะที่สือหลิงกำลังเดินทางลึกเข้าไปในป่า เสียงประหลาดก็ดึงความสนใจของเขา เขาเหลือบไปมองและเห็นเด็กคนหนึ่งอยู่ท่ามกลางกิ่งไม้ ดวงตาของเด็กคนนั้นดูบริสุทธิ์และมีท่าทีไร้เดียงสา
ช่างเป็นจิตวิญญาณที่หาได้ยากและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่แปดเปื้อนมลทินใดๆ ของโลก
สือหลิงรู้สึกทึ่งในแววตาของเธอ เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง แต่เด็กหญิงกลับปีนหนีขึ้นสูงไปอีกด้วยความหวาดระแวง
เขาสังเกตเห็นร่างกายที่ผอมบางและเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งของเธอ จึงหยิบขนมปังแผ่นออกมาให้ เด็กหญิงรีบคว้ามันไปแล้วใช้ตัวบังไว้อย่างหวงแหน ท่าทางของเธอดูไม่ต่างจากสัตว์ป่า ราวกับว่าเธอได้ลืมเลือนความเป็นมนุษย์ไปแล้ว สือหลิงจึงวางขนมปังแผ่นอีกชิ้นไว้ข้างๆ ของเธออย่างใจเย็น
ฉันควรจะรับเด็กคนนี้มาเป็นศิษย์ดีไหมนะ สือหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ พลางครุ่นคิดขณะมองเธอกินขนมปัง แต่ตอนนี้สำนักเราก็ขาดแคลนทุนทรัพย์... การจะเลี้ยงดูเด็กเพิ่มอีกคนอาจจะลำบากเขาคิดในใจ สุดท้าย เขาจึงตัดสินใจให้เด็กหญิงเป็นผู้เลือกเส้นทางของตัวเอง
"นี่เจ้าหนู เห็นเส้นทางข้างหน้านั่นไหม นั่นเป็นทางเดียวที่จะขึ้นไปยังภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักของฉัน ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งของเราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างยิ่งเพื่อเปิดเส้นทางนี้ขึ้นมา ถ้าเธอสามารถตามฉันและปีนขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนตะวันตกดินได้ ฉันจะรับเธอเป็นศิษย์คนใหม่ ว่ายังไงล่ะ"
แม้เขาจะยื่นข้อเสนอไปแล้ว เด็กหญิงก็ยังคงกินต่อไปพลางกะพริบตามองเขาอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเธอไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว สือหลิงจึงลุกขึ้นและเริ่มปีนเขา เขามองย้อนกลับมาเป็นพักๆ หวังว่าเด็กหญิงจะเปลี่ยนใจ แต่เธอก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สนใจเพียงแค่อาหารตรงหน้า
สือหลิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาตัดใจและเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาต่อไป แต่เมื่อเขาเข้าใกล้สำนักที่อยู่บนยอดเขา เสียงหัวเราะแผ่วๆ ก็ดังมาจากใกล้กับประตูโถง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขาก็เห็นเหล่าศิษย์ของเขากำลังนั่งยองๆ และยื่นน้ำให้กับเด็กหญิงที่เขาเพิ่งทิ้งไว้ข้างหลัง
"ท่านอาจารย์ กลับมาแล้วหรือครับ ดูสิครับ เด็กคนนี้ปีนเขาขึ้นมาด้วยตัวเอง"
"ธะ เธอมาถึงตั้งแต่เมื่อไร"
"ผมไม่ทราบครับ ผมก็อยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว แต่เธอก็มาถึงก่อนผมเสียอีก"
สือหลิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายื่นมือออกไปหาเด็กหญิงที่ยังคงนั่งนิ่ง ไม่เข้าใจความหมายของการกระทำนั้น
สือหลิงจึงจับมือของเธอขึ้นมาและกุมไว้แน่น เขาพยุงเธอให้ลุกขึ้น แล้วทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันเข้าไปในโถงหลักของสำนัก
ความหาญกล้าจากจิตใจที่บริสุทธิ์
เด็กหญิงรู้ดีว่าเป้าหมายในชีวิตของเธอคืออะไร การขัดเกลากระบวนท่าให้สมบูรณ์แบบทีละกระบวนท่าไงละ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือการบรรลุสุดยอดฝีมือในศิลปะการต่อสู้ ซึ่งต้องใช้สมาธิและความทุ่มเทอย่างยิ่งยวด แม้จะเป็นระดับสมาธิที่คนส่วนใหญ่ยากจะไปถึง แต่สำหรับเธอแล้ว นั่นคือเป้าหมายสูงสุด
"ท่านอาจารย์เต๋อชิง กระบวนท่าของฉันมีจุดไหนผิดพลาดอีกไหมคะ"
"มีสามแห่ง มานี่ ฉันจะแสดงให้ดูอีกครั้ง ตั้งใจดูให้ดี ไม่จำเป็นต้องจำให้ได้ทั้งหมดในตอนนี้ ขอแค่สุดท้ายแล้วเธอทำให้มันถูกต้องได้ก็พอ"
" Jianxin ดึกมากแล้วนะ พรุ่งนี้ค่อยมาฝึกต่อ"
"เดี๋ยวฉันฝึกท่านี้เสร็จแล้วจะตามไปค่ะ! ท่านอาจารย์ไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ!"
ในลานฝึกที่มืดสลัว เด็กหญิงยังคงฝึกฝนกระบวนท่าของเธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จากที่เคยติดขัดจนกลายเป็นคล่องแคล่วว่องไว เธอฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
จิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็กหญิงเป็นเครื่องนำทางในการตัดสินใจของเธอ ปราศจากซึ่งความกลัวและความอ่อนแอ ความคิดของเธอนั้นเรียบง่าย แต่ก็แน่วแน่ในความเชื่อของตนเอง
" Jianxin เขาแข็งแกร่งเกินไป หนีกันเถอะ ยกเสบียงพวกนั้นให้มันไป"
ทว่า Jianxin กลับตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ "ฉันไม่ไป ฉันรู้ว่าเราสู้ไม่ได้ แต่ฉันอยากจะลองดู"
"หา ลองดูเหรอ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ! พวกเราจะไปแล้ว!"
"ฉันจะพยายามเอาของของเราคืนมาโดยไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ"
"เดี๋ยวก่อนสิ! โอ๊ย... เอาอีกแล้วนิสัยนี้..."
"ท่านอาจารย์เต๋อชิง กระบวนท่าของฉันมีจุดไหนผิดพลาดอีกไหมคะ"
"มีสามแห่ง มานี่ ฉันจะแสดงให้ดูอีกครั้ง ตั้งใจดูให้ดี ไม่จำเป็นต้องจำให้ได้ทั้งหมดในตอนนี้ ขอแค่สุดท้ายแล้วเธอทำให้มันถูกต้องได้ก็พอ"
" Jianxin ดึกมากแล้วนะ พรุ่งนี้ค่อยมาฝึกต่อ"
"เดี๋ยวฉันฝึกท่านี้เสร็จแล้วจะตามไปค่ะ! ท่านอาจารย์ไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ!"
ในลานฝึกที่มืดสลัว เด็กหญิงยังคงฝึกฝนกระบวนท่าของเธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จากที่เคยติดขัดจนกลายเป็นคล่องแคล่วว่องไว เธอฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
จิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็กหญิงเป็นเครื่องนำทางในการตัดสินใจของเธอ ปราศจากซึ่งความกลัวและความอ่อนแอ ความคิดของเธอนั้นเรียบง่าย แต่ก็แน่วแน่ในความเชื่อของตนเอง
" Jianxin เขาแข็งแกร่งเกินไป หนีกันเถอะ ยกเสบียงพวกนั้นให้มันไป"
ทว่า Jianxin กลับตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ "ฉันไม่ไป ฉันรู้ว่าเราสู้ไม่ได้ แต่ฉันอยากจะลองดู"
"หา ลองดูเหรอ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ! พวกเราจะไปแล้ว!"
"ฉันจะพยายามเอาของของเราคืนมาโดยไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ"
"เดี๋ยวก่อนสิ! โอ๊ย... เอาอีกแล้วนิสัยนี้..."
หัตถ์แห่งความกรุณา
วันหนึ่ง ขณะที่ Jianxin กำลังเดินทางขึ้นเขาเพื่อไปตัดไผ่ เธอก็ได้พบกับนักพรตเต๋าอีกคนหนึ่งบนสะพานชิงเยี่ยน
เธอไม่รู้จักบุคคลผู้นี้ และไม่รู้ว่าเขามาจากที่ใด
ทว่า หรงฝู่ นักพรตผู้นั้น กลับหยุดชะงักเมื่อได้เห็น Jianxin
"เจ้ามีแววจริงอยู่ แต่เจ้ายังไม่ใช่มนุษย์" เขาเอ่ยขึ้น
"ฉันเหรอ หมายความว่ายังไง ฉันก็เป็นมนุษย์นะ" Jianxin เถียง
"การรู้จักรักคือมนุษย์ แต่เจ้ายังไม่รู้จักรัก" หรงฝู่กล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "เจ้าบริสุทธิ์ถึงขีดสุด แต่ภายในกลับยังคงว่างเปล่า"
"ฉันรู้จักรัก ฉันเคารพอาจารย์และปฏิบัติตามธรรมเนียม ฉันนับถือผู้อาวุโสในสำนัก และพยายามช่วยเหลือพวกเขาเสมอ"
"เมื่อข้าพูดว่า 'รัก' ข้าหมายถึงการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และการใส่ใจผู้คนที่ทนทุกข์ในโลกที่วุ่นวายใบนี้" หรงฝู่อธิบาย
"ท่านอาจารย์สือหลิงก็เคยพูดคล้ายๆ กัน แต่ว่ามันดียังไงกันล่ะ" Jianxin สงสัย
"ปราชญ์ชั้นเลิศบรรลุธรรมในสนามรบ ปราชญ์ชั้นกลางบรรลุธรรมในเมืองที่วุ่นวาย ส่วนปราชญ์ชั้นด้อยบรรลุธรรมในความสันโดษ เต๋านั้นมิอาจบรรลุได้ด้วยการปลีกวิเวกหรือนั่งสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในชีวิตจริง จึงจะสามารถบรรลุได้ทั้งอิสรภาพทางจิตวิญญาณและความสูงส่งทางกายภาพ การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและขาดการไตร่ตรองนั้นแสดงถึงการไล่ตามเต๋าที่ผิดทาง จงแสวงหาความเข้าใจในเส้นทางของตน และมุ่งมั่นสู่ความสมบูรณ์แบบในทุกแง่มุมของชีวิตเถิด"
"แล้วฉันจะเรียนรู้ที่จะรักได้ยังไง" Jianxin ถาม
"เจ้าไม่เคยลงจากเขานี้เลยใช่หรือไม่" หรงฝู่ถาม
"ไม่เคยเลย" Jianxin ตอบ
"บางทีอาจเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาของเจ้า แต่บัดนี้ เวลานั้นได้มาถึงแล้ว เจ้าจะบรรลุเต๋าอย่างแท้จริงได้อย่างไร หากไม่เคยสัมผัสโลกอย่างแท้จริง"
หรงฝู่นั่งลงข้าง Jianxin และทั้งสองก็ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับความหมายของการรักผู้คนบนสะพานแห่งนั้นเป็นเวลานาน
"ท่านอาจารย์หรงฝู่ ไม่ได้พบกันนานเลยนะ!"
"Jianxin ในเมื่อเส้นทางของเราได้มาบรรจบกันอีกครั้ง เหตุใดไม่มาร่วมกับข้าในการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเล่า"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
เมื่อได้ยินคำขอบคุณจากใจจริงและได้สัมผัสไออุ่นจากมือที่ไม่คุ้นเคย Jianxin ก็รู้ว่าการกระทำของเธอได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ขึ้นแล้ว รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ขับไล่ความสับสนในใจให้หายไปจนหมดสิ้น
เธอไม่รู้จักบุคคลผู้นี้ และไม่รู้ว่าเขามาจากที่ใด
ทว่า หรงฝู่ นักพรตผู้นั้น กลับหยุดชะงักเมื่อได้เห็น Jianxin
"เจ้ามีแววจริงอยู่ แต่เจ้ายังไม่ใช่มนุษย์" เขาเอ่ยขึ้น
"ฉันเหรอ หมายความว่ายังไง ฉันก็เป็นมนุษย์นะ" Jianxin เถียง
"การรู้จักรักคือมนุษย์ แต่เจ้ายังไม่รู้จักรัก" หรงฝู่กล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "เจ้าบริสุทธิ์ถึงขีดสุด แต่ภายในกลับยังคงว่างเปล่า"
"ฉันรู้จักรัก ฉันเคารพอาจารย์และปฏิบัติตามธรรมเนียม ฉันนับถือผู้อาวุโสในสำนัก และพยายามช่วยเหลือพวกเขาเสมอ"
"เมื่อข้าพูดว่า 'รัก' ข้าหมายถึงการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และการใส่ใจผู้คนที่ทนทุกข์ในโลกที่วุ่นวายใบนี้" หรงฝู่อธิบาย
"ท่านอาจารย์สือหลิงก็เคยพูดคล้ายๆ กัน แต่ว่ามันดียังไงกันล่ะ" Jianxin สงสัย
"ปราชญ์ชั้นเลิศบรรลุธรรมในสนามรบ ปราชญ์ชั้นกลางบรรลุธรรมในเมืองที่วุ่นวาย ส่วนปราชญ์ชั้นด้อยบรรลุธรรมในความสันโดษ เต๋านั้นมิอาจบรรลุได้ด้วยการปลีกวิเวกหรือนั่งสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในชีวิตจริง จึงจะสามารถบรรลุได้ทั้งอิสรภาพทางจิตวิญญาณและความสูงส่งทางกายภาพ การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและขาดการไตร่ตรองนั้นแสดงถึงการไล่ตามเต๋าที่ผิดทาง จงแสวงหาความเข้าใจในเส้นทางของตน และมุ่งมั่นสู่ความสมบูรณ์แบบในทุกแง่มุมของชีวิตเถิด"
"แล้วฉันจะเรียนรู้ที่จะรักได้ยังไง" Jianxin ถาม
"เจ้าไม่เคยลงจากเขานี้เลยใช่หรือไม่" หรงฝู่ถาม
"ไม่เคยเลย" Jianxin ตอบ
"บางทีอาจเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาของเจ้า แต่บัดนี้ เวลานั้นได้มาถึงแล้ว เจ้าจะบรรลุเต๋าอย่างแท้จริงได้อย่างไร หากไม่เคยสัมผัสโลกอย่างแท้จริง"
หรงฝู่นั่งลงข้าง Jianxin และทั้งสองก็ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับความหมายของการรักผู้คนบนสะพานแห่งนั้นเป็นเวลานาน
"ท่านอาจารย์หรงฝู่ ไม่ได้พบกันนานเลยนะ!"
"Jianxin ในเมื่อเส้นทางของเราได้มาบรรจบกันอีกครั้ง เหตุใดไม่มาร่วมกับข้าในการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเล่า"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
เมื่อได้ยินคำขอบคุณจากใจจริงและได้สัมผัสไออุ่นจากมือที่ไม่คุ้นเคย Jianxin ก็รู้ว่าการกระทำของเธอได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ขึ้นแล้ว รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ขับไล่ความสับสนในใจให้หายไปจนหมดสิ้น
ความทุ่มเทอันมุ่งมั่น
"นี่เป็นมื้อสุดท้ายที่ฉันจะเลี้ยงเธอนะ Jianxin ต่อจากนี้ไป เธอต้องหาเลี้ยงตัวเองและหาเงินซื้อข้าวกินด้วยตัวเอง"
"แต่ท่านอาจารย์ ฉันดูลายมือหรือทำนายดวงชะตาไม่เป็นนะคะ"
"เธอไม่จำเป็นต้องหาเงินด้วยวิธีแบบที่นักพรตเต๋าทำกันก็ได้! เธอทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น เธอเป็นคนเรียนรู้เร็ว นั่นคือหนึ่งในจุดแข็งของเธอ"
Jianxin ออกเดินทางไปทั่วโลก เธอทำงานอย่างหนักและใช้รายได้ของเธอเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและช่วยเหลือผู้อื่น เธอรับทำงานทุกอย่างแม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ด้วยความขยันหมั่นเพียรและความมุ่งมั่น จนสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับตัวเองตลอดเส้นทาง
"นี่ Jianxin ตั้งแต่เธอมาช่วยนะ ลูกค้าเข้าร้านเยอะขึ้นเยอะเลย! ว่าแต่ ช่วยแบ่งสูตรอาหารเพื่อสุขภาพพวกนั้นให้หน่อยได้ไหม ลูกค้าติดใจกันเป็นแถวเลย เราจะได้เอามาทำเป็นเมนูเด็ดของร้าน นี่ค่าจ้างของเดือนนี้ พยายามต่อไปนะ!"
"ได้เลยค่ะ! เดี๋ยวฉันจะเขียนสูตรไว้ให้"
"ตั้งแต่เธอเริ่มทำงานที่นี่ ร้านก็สะอาดขึ้นเยอะเลย เธอเก่งจริงๆ! โชคดีมากเลยนะที่มีเธออยู่ด้วย"
"ฉันใช้เคล็ดลับทำความสะอาดที่เรียนรู้มาจากงานก่อนหน้านี้น่ะค่ะ คุณอยากให้ฉันจดไว้ให้ด้วยไหมคะ?"
"ว่าแต่ คุณรู้มั้ยว่าลูกค้ารายล่าสุดน่ะจ่ายเงินด้วยสิ่งประดิษฐ์ใหม่จากสถาบันด้วยนะ มันเป็นการ์ดสีเงิน!"
"การ์ดอะไรเหรอ แล้วเขาจ่ายเงินยังไง"
"เขาก็แค่เอามาแตะตรงนี้ แล้วก็... ปิ๊ง จ่ายเงินเรียบร้อย"
"เดี๋ยวก่อนนะ มันไม่มีของแบบนั้นหรอก เขากำลังหลอกเธอเพื่อจะกินฟรีน่ะสิ"
"อะไรนะ งั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่งั้นสิ... ฉันจะไปตามทวงเงินคืนเดี๋ยวนี้แหละ"
"ระวังตัวด้วยนะ อย่าทำเขารุนแรงเกินไปล่ะ! มันจะไม่คุ้มกับฉันเอานะ!"
"ฉันไม่ทำเกินกว่าเหตุหรอกค่ะ ไม่ต้องห่วง!"
"แต่ท่านอาจารย์ ฉันดูลายมือหรือทำนายดวงชะตาไม่เป็นนะคะ"
"เธอไม่จำเป็นต้องหาเงินด้วยวิธีแบบที่นักพรตเต๋าทำกันก็ได้! เธอทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น เธอเป็นคนเรียนรู้เร็ว นั่นคือหนึ่งในจุดแข็งของเธอ"
Jianxin ออกเดินทางไปทั่วโลก เธอทำงานอย่างหนักและใช้รายได้ของเธอเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและช่วยเหลือผู้อื่น เธอรับทำงานทุกอย่างแม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ด้วยความขยันหมั่นเพียรและความมุ่งมั่น จนสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับตัวเองตลอดเส้นทาง
"นี่ Jianxin ตั้งแต่เธอมาช่วยนะ ลูกค้าเข้าร้านเยอะขึ้นเยอะเลย! ว่าแต่ ช่วยแบ่งสูตรอาหารเพื่อสุขภาพพวกนั้นให้หน่อยได้ไหม ลูกค้าติดใจกันเป็นแถวเลย เราจะได้เอามาทำเป็นเมนูเด็ดของร้าน นี่ค่าจ้างของเดือนนี้ พยายามต่อไปนะ!"
"ได้เลยค่ะ! เดี๋ยวฉันจะเขียนสูตรไว้ให้"
"ตั้งแต่เธอเริ่มทำงานที่นี่ ร้านก็สะอาดขึ้นเยอะเลย เธอเก่งจริงๆ! โชคดีมากเลยนะที่มีเธออยู่ด้วย"
"ฉันใช้เคล็ดลับทำความสะอาดที่เรียนรู้มาจากงานก่อนหน้านี้น่ะค่ะ คุณอยากให้ฉันจดไว้ให้ด้วยไหมคะ?"
"ว่าแต่ คุณรู้มั้ยว่าลูกค้ารายล่าสุดน่ะจ่ายเงินด้วยสิ่งประดิษฐ์ใหม่จากสถาบันด้วยนะ มันเป็นการ์ดสีเงิน!"
"การ์ดอะไรเหรอ แล้วเขาจ่ายเงินยังไง"
"เขาก็แค่เอามาแตะตรงนี้ แล้วก็... ปิ๊ง จ่ายเงินเรียบร้อย"
"เดี๋ยวก่อนนะ มันไม่มีของแบบนั้นหรอก เขากำลังหลอกเธอเพื่อจะกินฟรีน่ะสิ"
"อะไรนะ งั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่งั้นสิ... ฉันจะไปตามทวงเงินคืนเดี๋ยวนี้แหละ"
"ระวังตัวด้วยนะ อย่าทำเขารุนแรงเกินไปล่ะ! มันจะไม่คุ้มกับฉันเอานะ!"
"ฉันไม่ทำเกินกว่าเหตุหรอกค่ะ ไม่ต้องห่วง!"
ทั้งหมดในหนึ่งเดียว
การไล่ตามความเป็นเลิศในศิลปะการต่อสู้อย่างไม่ลดละของ Jianxin คือสิ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเธอ ทว่า การผลักดันขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจก็เป็นความท้าทายที่น่าหวาดหวั่น การรู้แจ้งคือการเดินทางอันเดียวดาย เธอต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวคนเดียว ด้วยสองมือและแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเธอในเส้นทางนี้ได้
"จงฟังเสียงหัวใจของเธอและสร้างเส้นทางของตัวเอง บทเรียนของชีวิตนั้นเป็นมากกว่าแค่การพบเจอโดยบังเอิญ จงควบคุมพลังเหล่านั้นและปล่อยให้จิตวิญญาณของเธอเบ่งบานด้วยปัญญา"
ด้วยคำชี้แนะของสือหลิง เธอจึงน้อมรับการบำเพ็ญเพียรทางจิตวิญญาณและปล่อยวางความสำเร็จในอดีต หลักการตามธรรมชาติของลัทธิเต๋าสอนให้เธอซาบซึ้งและรักโลกรอบตัว หลอมรวมอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นให้กลายเป็นความแข็งแกร่งของตนเอง ในสภาวะจิตที่แน่วแน่ถึงขีดสุด เธอใช้เพียงกระบวนท่าพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับโลกรอบกาย มันเป็นสภาวะที่ใกล้เคียงกับความบ้าคลั่ง แต่ก็นำมาซึ่งเอกภาพและความปรองดอง กำปั้นและฝ่ามือของเธอโอบอุ้มทั้งโลกและตัวตนของเธอไว้ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปล้วนแฝงไว้ด้วยความเมตตาและกรุณา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าสามพันครั้ง ความคิดที่ปั่นป่วนในใจสงบลง กลายเป็นพลังทางจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เธอยืนอยู่ที่เดิม ฝึกฝนกระบวนท่าพื้นฐานซ้ำๆ สามพันครั้ง ไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนผันไปเช่นไร เมื่อนั่งลงบนพื้นหญ้า เธอก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สูดลมหายใจอย่างกลมกลืนไปกับสายลมและสัมผัสถึงความมีชีวิตชีวาของแมกไม้รอบตัว เธอก้าวเข้าสู่สภาวะแห่งการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จิตใจ ร่างกาย และสภาพแวดล้อมหลอมรวมเป็นกระแสธารแห่งธรรมชาติ บ่มเพาะความสงบสุขจากภายใน
เมื่อจิตสงบ พลังก็จะอ่อนโยน เมื่อพลังอ่อนโยน แก่นแท้ก็จะมั่นคง เมื่อแก่นแท้มั่นคง จิตวิญญาณก็จะแข็งแรง
บัดนี้ การฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ของ Jianxin ได้วิวัฒนาการไปไกลเกินขอบเขตทางกายภาพแล้ว โดยมีพลังภายในอันแข็งแกร่งเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอีกต่อไป ในโลกของเธอ ทุกช่วงขณะล้วนแน่วแน่และเข้มข้น เป็นภาพสะท้อนของโลกธรรมชาติที่มีชีวิตชีวา หมัดของเธอเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น ควบคุมพลังแห่งสายลมด้วยความนุ่มนวล และด้วยความอ่อนโยนนั้น เธอก็สามารถพิชิตอุปสรรคทั้งปวงได้ด้วยความรักและความเคารพต่อโลกรอบตัวเธอ
"จงฟังเสียงหัวใจของเธอและสร้างเส้นทางของตัวเอง บทเรียนของชีวิตนั้นเป็นมากกว่าแค่การพบเจอโดยบังเอิญ จงควบคุมพลังเหล่านั้นและปล่อยให้จิตวิญญาณของเธอเบ่งบานด้วยปัญญา"
ด้วยคำชี้แนะของสือหลิง เธอจึงน้อมรับการบำเพ็ญเพียรทางจิตวิญญาณและปล่อยวางความสำเร็จในอดีต หลักการตามธรรมชาติของลัทธิเต๋าสอนให้เธอซาบซึ้งและรักโลกรอบตัว หลอมรวมอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นให้กลายเป็นความแข็งแกร่งของตนเอง ในสภาวะจิตที่แน่วแน่ถึงขีดสุด เธอใช้เพียงกระบวนท่าพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับโลกรอบกาย มันเป็นสภาวะที่ใกล้เคียงกับความบ้าคลั่ง แต่ก็นำมาซึ่งเอกภาพและความปรองดอง กำปั้นและฝ่ามือของเธอโอบอุ้มทั้งโลกและตัวตนของเธอไว้ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปล้วนแฝงไว้ด้วยความเมตตาและกรุณา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าสามพันครั้ง ความคิดที่ปั่นป่วนในใจสงบลง กลายเป็นพลังทางจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เธอยืนอยู่ที่เดิม ฝึกฝนกระบวนท่าพื้นฐานซ้ำๆ สามพันครั้ง ไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนผันไปเช่นไร เมื่อนั่งลงบนพื้นหญ้า เธอก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สูดลมหายใจอย่างกลมกลืนไปกับสายลมและสัมผัสถึงความมีชีวิตชีวาของแมกไม้รอบตัว เธอก้าวเข้าสู่สภาวะแห่งการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จิตใจ ร่างกาย และสภาพแวดล้อมหลอมรวมเป็นกระแสธารแห่งธรรมชาติ บ่มเพาะความสงบสุขจากภายใน
เมื่อจิตสงบ พลังก็จะอ่อนโยน เมื่อพลังอ่อนโยน แก่นแท้ก็จะมั่นคง เมื่อแก่นแท้มั่นคง จิตวิญญาณก็จะแข็งแรง
บัดนี้ การฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ของ Jianxin ได้วิวัฒนาการไปไกลเกินขอบเขตทางกายภาพแล้ว โดยมีพลังภายในอันแข็งแกร่งเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอีกต่อไป ในโลกของเธอ ทุกช่วงขณะล้วนแน่วแน่และเข้มข้น เป็นภาพสะท้อนของโลกธรรมชาติที่มีชีวิตชีวา หมัดของเธอเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น ควบคุมพลังแห่งสายลมด้วยความนุ่มนวล และด้วยความอ่อนโยนนั้น เธอก็สามารถพิชิตอุปสรรคทั้งปวงได้ด้วยความรักและความเคารพต่อโลกรอบตัวเธอ
Jianxin เส้นเสียง
ความในใจ - 1
ฉันดูออกเลยว่าคุณเป็นนักสู้ที่มากประสบการณ์ ไว้เรามาประลองกันสักตั้งเร็วๆ นี้ดีไหม การประลองยุทธ์คือสิ่งที่ฉันหลงใหล และฉันก็ไม่อาจปล่อยโอกาสที่จะได้ต่อสู้กับคนอย่างคุณไปได้หรอก!
ความในใจ - 2
เอ่อ ที่จริงแล้ว... ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมคุณถึงรู้เรื่องต่างๆ เยอะขนาดนี้ ฉันเคยเข้าเมืองอยู่สองสามครั้งนะ แต่ความรู้ที่ฉันมีมันน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับคุณ คราวหน้าที่ฉันเจอเรื่องที่ไม่เข้าใจ ฉันขอความช่วยเหลือจากคุณได้ไหม แต่ได้โปรดอดทนกับฉันหน่อยนะ เพราะฉันอาจจะใช้เวลาทำความเข้าใจนานสักหน่อย...
ความในใจ - 3
ฉันโตมาในสำนักของฉัน บนภูเขาที่ห่างไกลและสันโดษ คนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกว่ามันเดินทางไปลำบากหน่อย แต่สำหรับคุณแล้วน่าจะง่ายนิดเดียว ถ้าคุณอยากไป ฉันพาไปได้นะ แหะๆ เอาจริงนะ ฉันอยากจะพาคุณกลับบ้านไปในฐานะแขกของฉันมาตลอดเลย!
ความในใจ - 4
ฉันไม่ใช่เด็กที่ฉลาดที่สุดหรอกนะ แต่ก็โชคดีที่เจอพรสวรรค์ของตัวเองในด้านศิลปะการต่อสู้ นั่นแหละที่ทำให้ฉันชื่นชมคนที่ทั้งฉลาดและกล้าหาญมากๆ ในบรรดาคนเก่งๆ ที่ฉันรู้จัก คุณน่ะยอดที่สุดเลย เป็นทั้งนักสู้ตัวฉกาจและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมอย่างแท้จริง นอกจากท่านอาจารย์ของฉันแล้ว คุณคือคนที่ฉันนับถือมากที่สุดเลย
ความในใจ - 5
ฉันรักการได้เป็นส่วนหนึ่งของความกลมกลืนแห่งธรรมชาติ ทั้งเสียงนกร้องบนท้องฟ้า ใบไม้ทุกใบที่ร่วงหล่นบนพื้นดิน และแสงแดดทุกๆ ที่ส่องประกายลงมา ล้วนทำให้ฉันรู้สึกถึงความสงบสุข ขณะที่สายลมอันอ่อนโยนโอบล้อมรอบตัวฉัน กระซิบถึงพรของชีวิตนานัปการ การมีคุณอยู่ทำให้ฉันรู้สึกแบบเดียวกันเลยนะ ผู้พเนจร พอได้อยู่กับคุณแล้ว ทุกอย่างมันรู้สึกเข้าที่เข้าทางไปหมด เหมือนกับว่าฉันได้อยู่ในที่ที่ฉันควรจะอยู่จริงๆ
งานอดิเรกของ Jianxin
เป้าหมายในชีวิตของฉันคือการบรรลุวิชามวยเฟิงอีให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบในสักวันหนึ่ง สำหรับฉันแล้ว ทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นในหุบเขา บนยอดเขา หรือในตลาดที่วุ่นวาย ล้วนเป็นโอกาสให้ฉันได้ขัดเกลาวิชาของตัวเอง ฉันมีความสุขที่ได้เชื่อมโยงกับพลังงานและปราณรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในแต่ละแห่ง การเชื่อมโยงนี้แหละที่มอบโอกาสใหม่ๆ ให้ฉันได้เติบโต
ความกังวลของ Jianxin
คู่ต่อสู้ที่คู่ควรน่ะหายากเสมอ ฉันโหยหาการต่อสู้ดีๆ ที่จะทำให้ฉันได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่จะว่าไป ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้หมกมุ่นกับการหาความท้าทายขนาดนั้นแล้วละ คนเราจะพบความสงบในใจได้ก็ต่อเมื่อปล่อยวางความปรารถนาของตัวเอง ฉันสามารถเติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องต่อสู้บ่อยๆ ก็ได้
อาหารที่ชอบ
อาหารที่ฉันชอบเหรอ แป้งขนมกัวคุยไงละ! ที่สำนักเราจะกินกันตลอดเลย แล้วตอนที่ฉันยังเด็กๆ ฉันก็จะได้ส่วนแบ่งพิเศษเหมือนกับศิษย์น้องคนอื่นๆ ด้วยนะ ปรมาจารย์สือหลิงถึงกับบอกว่า ที่ฉันได้มาเข้าร่วมสำนักก็เพราะตามกลิ่นแป้งขนมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ของท่านมาตลอดทางจนถึงบนเขานั่นแหละ แต่ฉันก็ไม่แน่ใจหรอกว่ามันจริงหรือเปล่า บางทีท่านก็ชอบแกล้งหยอกพวกเราแบบนี้แหละ
อาหารที่ไม่ชอบ
ไม่ได้มีอาหารอะไรที่ฉันไม่ชอบเป็นพิเศษหรอกนะ ฉันคงไม่ใช่คนใส่ใจเรื่องกินเท่าไรละมั้ง คนเราผสมส่วนผสมต่างๆ เพื่อจุดประสงค์ที่หลากหลาย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อรักษาอาการป่วย หรือเพื่อให้สุขภาพดี รสชาติของส่วนผสมพวกนั้นมันก็เป็นแค่ผลพลอยได้ตามธรรมชาติ อาหารทุกชนิดต่างก็มีประโยชน์ในตัวของมันเองทั้งนั้น
อุดมคติ
จงหลอมรวมพลังที่มองเห็นและมองไม่เห็นให้เป็นหนึ่ง และชำระล้างตนเองจากทุกสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ เมื่อนั้นจึงจะได้ล่วงรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเต๋า มันคือบททดสอบสุดท้ายที่นักพรตเต๋าที่แท้จริงทุกคนต้องก้าวผ่าน
พูดคุย - 1
ฉันได้คันฉ่องส่องกระจ่างนี่มาจากปรมาจารย์สือหลิงตอนที่ฉันยังเด็ก กระจกอันนี้เป็นตัวแทนคำอวยพรจากท่านอาจารย์ที่มีให้ฉัน ที่ขอให้มีความแน่วแน่ มีวินัย และเติบโตเป็นคนที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน ทุกวันนี้ฉันก็ยังพกมันติดตัวเพื่อระลึกถึงคำสอนของท่าน แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือเพื่อย้ำเตือนตัวเองว่าท่านห่วงใยฉันมากแค่ไหน
พูดคุย - 2
การจะไปถึงสำนักของเราได้น่ะ ต้องผ่านเส้นทางโบราณก่อน มันเป็นทางขึ้นเขาทางเดียวเลย ปกติแล้วมันจะค่อนข้างลำบากสำหรับศิษย์ใหม่นะ แต่ปรมาจารย์สือหลิงบอกว่าตอนที่ท่านรับฉันเข้ามา ฉันเกือบจะปีนขึ้นเขาได้เร็วเท่าท่านเลย ท่านบอกว่าฉันเหมือนกับสัตว์ป่าน้อยๆ ตัวหนึ่ง ทั้งคล่องแคล่วว่องไว มีชีวิตชีวา แล้วก็ไร้เดียงสา แต่ฉันจำอะไรพวกนั้นไม่ได้เลยสักนิด ความทรงจำแรกสุดที่ฉันมีก็คือตอนที่ฝึกวิชากับเพื่อนๆ ศิษย์พี่ศิษย์น้องแล้วละ
เกี่ยวกับ Chixia
Chixia ชวนฉันไปประลองด้วยอยู่บ่อยๆ เธอใช้ปืนเก่งมากเลย แล้วฉันก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากการต่อสู้พวกนั้น ฉันชื่นชมในความทุ่มเทและความจริงใจของเธอจริงๆ รู้สึกดีมากเลยที่ได้ฝึกฝีมือไปพร้อมๆ กับการได้เพื่อนดีๆ มาคนหนึ่ง
เกี่ยวกับ Yuanwu
บางครั้ง ฉันก็จะออกจากสำนักเพื่อไปทำสิ่งที่เราเรียกว่าการเดินทางเพื่อบำเพ็ญตน ระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่ง ฉันก็ได้แวะไปที่ค่ายมวยของคุณ Yuanwu แล้วก็ท้าเขาสู้ แล้วฉันก็ชนะด้วย พอกลับมา ฉันก็เล่าเรื่องนี้ให้ปรมาจารย์สือหลิงฟัง ปรากฏว่าบรรพบุรุษของคุณ Yuanwu เคยฝึกวิชาที่สำนักของเรามาก่อน ตามกฎแล้ว ฉันคงจะต้องเรียกเขาว่า "ศิษย์พี่" ละมั้ง ได้ยินมาว่าคุณ Yuanwu ผ่านอะไรมาเยอะตอนที่เขายังหนุ่มๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อยากให้ฉันพูดถึงมันมากนัก งั้นเราก็อย่าไปพูดถึงมันเลยดีกว่า
คำอวยพรวันเกิด
ฉันเคยฉลองวันเกิดให้ก็แค่ท่านปรมาจารย์กับเพื่อนๆ ศิษย์พี่ศิษย์น้อง แล้วพวกเราก็มักจะทำซาลาเปาลูกท้อเพื่ออวยพรให้เจ้าของวันเกิดมีอายุยืนยาวกันน่ะ เพราะงั้น... นี่จ้ะ ฉันทำซาลาเปาลูกท้อมาให้! สุขสันต์วันเกิดนะ! ขอให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขมากๆ เลย!
ขณะยืนรอ - 1
โอ๊ะ
ขณะยืนรอ - 2
การตระหนักรู้ในตนนำไปสู่ปัญญา... หืม
ขณะยืนรอ - 3
ฉันควรจะทำยังไงกับเจ้านี่ดี... หืม... วะ ว้าย! ฟู่ว...
คำแนะนำตัว
ฉันชื่อ Jianxin เป็นผู้สืบทอดของมวยเฟิงอี ขอขอบคุณสำหรับการต้อนรับขับสู้ คุณช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ฉันได้ไหม
ทักทาย
ปลดปล่อยกิเลส แล้วจิตจะสงบ ชำระล้างความคิด แล้วจิตวิญญาณจะกระจ่างใส
เข้าร่วมทีม - 1
มีศัตรูอยู่ข้างหน้างั้นเหรอ ฉันพร้อมแล้ว
เข้าร่วมทีม - 2
ฉันจะได้เรียนรู้อะไรจากการต่อสู้ครั้งนี้นะ
เข้าร่วมทีม - 3
ฉันจะทำให้ดีที่สุดเลย!
เลื่อนขั้น - 1
การฝึกฝนแบบนี้ต่างออกไปนะ แต่มันก็ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับตอนที่ฉันนั่งสมาธิแบบเต๋าตามที่ท่านปรมาจารย์สอนเลย อืม... จะอธิบายยังไงดี เอาไว้ฉันหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้ได้เมื่อไรจะบอกอีกทีนะ
เลื่อนขั้น - 2
ในที่สุด ฉันก็บรรลุกระบวนท่านี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว วันนี้ทุกอย่างราบรื่นไปหมดเลย ขอบคุณนะที่มาเป็นคู่ซ้อมให้ฉัน!
เลื่อนขั้น - 3
นี่คือ... ความรู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่บนยอดเขา แล้วมองดูทะเลหมอกที่คลุมอยู่ใต้เท้าเราสินะ จิตวิญญาณข้างในตัวฉันกำลังสะท้อนทุกชีวิตในจักรวาลนี้... ใช่เลย! มันรู้สึกแบบนี้แหละ! ในที่สุดฉันก็หาคำมาอธิบายความรู้สึกนี้ได้แล้ว!
เลื่อนขั้น - 4
ตอนนี้ทั้งกายและใจของฉันปลอดโปร่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็น แถมประสาทสัมผัสก็ยังเฉียบคมขึ้นกว่าเดิมด้วย พลังปราณที่อยู่รอบตัวฉันดูเหมือนจะ... โอ๊ะ ไม่นะ! ขอโทษที! คุณไม่เป็นไรนะ เฮ้อ... ฉันน่าจะตั้งใจควบคุมมันให้ดีกว่านี้ ต่อจากนี้ไปฉันจะมุ่งมั่นควบคุมพลังนี้ให้ดีขึ้นเอง ขอบคุณนะ ผู้พเนจร! ตอนนี้ฉันเข้าใกล้เป้าหมายของตัวเองไปอีกก้าวแล้ว!
เลื่อนขั้น - 5
นี่เรื่องจริงเหรอ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย... ขอบคุณนะ สำหรับทุกอย่างที่คุณทำให้ นอกจากท่านอาจารย์ของฉันแล้ว ในชีวิตนี้ก็ไม่มีใครใจดีกับฉันมากเท่าคุณอีกแล้ว ฉันคงไม่มีทางตอบแทนบุญคุณของคุณได้หมด แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็อยากจะพยายามนะ มีบางอย่างที่ฉันอยากจะบอกคุณมาสักพัก นอกจากการแสวงหาความเป็นเลิศในวิชาการต่อสู้แล้ว ตอนนี้ฉันเจอเป้าหมายในชีวิตอีกอย่างแล้วละ นั่นคือการทำทุกอย่างที่ฉันสามารถทำได้เพื่อคุณ จนกว่าจะถึงลมหายใจสุดท้ายของฉันเลย
สกิลเรโซแนนซ์ - 1
จงออกมา
สกิลเรโซแนนซ์ - 2
สงบนิ่ง
สกิลเรโซแนนซ์ - 3
แจ่มชัด
การปลดปล่อยเรโซแนนซ์ - 1
พลังปราณคงอยู่ชั่วนิรันดร์!
การปลดปล่อยเรโซแนนซ์ - 2
จักรวาลอยู่ในจิตใจข้า!
การปลดปล่อยเรโซแนนซ์ - 3
โอบรับความเป็นหนึ่งเดียว!
จู่โจมสวนกลับ
จงสงบ!
ถูกโจมตี - 1
*เสียงออกแรง*
ถูกโจมตี - 2
ระวัง
ถูกโจมตี - 3
ตื่นตัวไว้
บาดเจ็บ - 1
*เสียงออกแรง*
บาดเจ็บ - 2
เป็นความท้าทายที่ดี
บาดเจ็บ - 3
คู่ต่อสู้ที่คู่ควร!
หมดสติ - 1
ชีวิตย่อมเกิดใหม่ได้เสมอ...
หมดสติ - 2
ความตายไม่ใช่จุดจบ...
หมดสติ - 3
เวลาของฉันมาถึงแล้ว...
อัญเชิญเอคโค่
เอื้อ!
สกิลเอคโค่ - เปลี่ยนร่าง
อืม แบบนี้หรือเปล่านะ
สกิลอินโทร - 1
สิ่งชั่วร้ายจงหายไป!
สกิลอินโทร - 2
เอื้อ!
ศัตรูอยู่ใกล้เคียง
มีบางอย่างกำลังมา ระวังตัวด้วย!
เครื่องร่อน
ทางนี้เร็วกว่า!
สลิง
*เสียงออกแรง*
เซนเซอร์
โอ้ นั่นอะไรน่ะ
พุ่งตัว
*เสียงออกแรง*
วิ่งไต่กำแพง
*เสียงออกแรง*
หีบเสบียง - 1
ถ้ารู้จักพอ ใจก็ย่อมเป็นสุข
หีบเสบียง - 2
อืม คราวนี้จะเป็นอะไรนะ
หีบเสบียง - 3
เป็นรางวัลที่คู่ควรจริงๆ