ข้อมูล
Lumi
Lumi VA
ชาวจีน: Jing Chen
ญี่ปุ่น: Suzuki Minori
เกาหลี: Jeong Hae Eun
ภาษาอังกฤษ: Emily Cass
Lumi รายงานการสอบ Forte
พลังกำทอน
แสงหักเหละลานตา
รายงานการประเมินเสียงสะท้อน
พื้นฐานการประเมิน: [Resonance Assessment 1159-G]
ช่วงเวลาที่แน่ชัดของการปลุกพลังของเรโซเนเตอร์ Lumi นั้นไม่ชัดเจน มีการสังเกตพบการเรืองแสงเกิดขึ้นเองตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก และเธอค่อยๆ พัฒนาความสามารถในการควบคุมแสงได้
สัญลักษณ์ทาเซ็ต ของเรโซเนเตอร์ Lumi อยู่ที่ขาขวาของเธอ การสังเกตการณ์หลังจากการปลุกพลังไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่สำคัญใดๆ
รูปแบบเรโซแนนซ์สเปกตรัมของ Lumi สะท้อนลักษณะของแสง เมื่อใช้พลังเรโซแนนซ์เธอสามารถเปลี่ยนแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและจ่ายพลังงานนั้นให้กับวัสดุบางชนิดได้
การวิเคราะห์ตัวอย่างทดสอบแสดงให้เห็นเส้นโค้งราเบลล์ ที่ไม่บรรจบกัน โดยมีรูปแบบคลื่นเป็นช่วงๆ ที่สังเกตได้ ซึ่งทำให้ Lumi ถูกจัดประเภทเป็นเรโซเนเตอร์โดยกำเนิด
รายงานการวินิจฉัยโอเวอร์คล็อก
กราฟคลื่นของเรโซเนเตอร์ Lumi แสดงความแปรปรวนเป็นรูปวงรี รูปแบบขอบเขตเวลาเป็นปกติ และสังเกตไม่พบรูปแบบคลื่นที่ผิดปกติ
ค่าวิกฤตเรโซแนนซ์: สูง เรโซเนเตอร์ Lumi มีความเสถียรสูงและมีความเสี่ยงต่อโอเวอร์คล็อก น้อยมาก
บันทึกระบุว่าไม่มีประวัติการโอเวอร์คล็อก
แนะนำให้มีการตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา
Lumi รายการหวงแหน
เครื่องหมายลอลโล่
ปากกาที่สร้างโดยลอลโล่โลจิสติกส์ นี้ได้ท่องเที่ยวไปทั่วทั้งโซลาริสพร้อมกับ Lumi เธอใช้ปากกาด้ามนี้เซ็นเอกสารโลจิสติกส์และบันทึกการผจญภัยลงในสมุดบันทึกการเดินทางของเธอ
ในการเดินทางหลายๆ ครั้ง Lumi ได้พบกับคนแปลกหน้าที่น่าทึ่งและใจดีหลายคน ได้ลิ้มรสจานเด็ดท้องถิ่นและขนมแปลกๆ อีกทั้งได้บันทึกทาเซ็ตดิสคอร์ด สุดประหลาดที่ยังไม่มีใครค้นพบ... แม้แต่เรื่องเล่าสนุกๆ จากเพื่อนร่วมงานก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบันทึกการเดินทางของเธอเช่นกัน ด้วยฝีปากกาที่เบิกบานและกระตือรือร้น
ไม้บาตองผู้นำทาง
ในช่วงแรกที่ Lumi เข้าร่วมลอลโล่โลจิสติกส์ เธอต้องเผชิญกับความท้าทายในการใช้พลังเรโซแนนซ์ให้ชำนาญ
จากคำแนะนำของที่ปรึกษามากประสบการณ์ Lumi เลือกใช้กระบองภาคสนามอันนี้ซึ่งกลายมาเป็นคู่หูที่เธอพึ่งพาได้ในวันที่ว้าวุ่นใจ มันเป็นพยานให้การเติบโตของเธอจากคนไร้ประสบการณ์ตัวสั่นเทามาเป็นผู้นำทางทักษะเพียบพร้อม และขึ้นเป็นหัวหน้าทีมในที่สุด
ในค่ำคืนที่มืดมิด แสงสะท้อนจากกระบองส่องสว่างชวนอุ่นใจ เป็นสัญลักษณ์การเติบโตของ Lumi
ตุ๊กตาหนูจี๊ด
ตุ๊กตาบีบคลายเครียด ออกแบบโดย Lumi เพื่อให้คล้ายกับหนูจี๊ดคู่หูที่เธอรัก
เมื่อชีวิตดำเนินต่อไป Lumi ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่ไม่คาดคิดมาก่อน แม้ว่าเธอจะรับมือกับความท้าทายของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อุปสรรคที่คนอื่นๆ ต้องฟันฝ่าก็อาจหนักหนาสำหรับเธอได้—เพราะแต่ละคนล้วนมีความปรารถนาและความคาดหวังแตกต่างกันไปเหมือนกับพัสดุที่เธอต้องจัดการ
เวลาที่เธออยู่คนเดียวบางครั้ง Lumi ก็จะบีบตุ๊กตาไว้แน่นๆ เพื่อให้ความกังวลใจของเธอค่อยๆ สลายหายไปในแต่ละครั้งที่บีบ
Lumi เรื่องราว
ความทรงจำแห่งภูเขา
นอกบ้านหลังเก่าในเยว่โจวยังมีต้นกกขึ้นอยู่ข้างทะเลสาบ สายน้ำทางเหนือบีบแคบและกางออกเมื่อไหลลงใต้คล้ายลูกแพร์ฝานเป็นแผ่น ผิวน้ำสะท้อนแสงระยิบระยับใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน
อากาศที่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนทำให้รู้สึกเหมือนโลกตกอยู่ในภวังค์
Lumi นอนซุกอ้อมแขนแม่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกข้างหน้าต่างในยามเย็นอันเงียบสงบ ตาของเธอเริ่มปิดลงขณะมองเหม่ออย่างง่วงเหงาหาวนอน สายลมอ่อนๆ จากพัดกระทบผิวของเธอทำให้เธอหรี่ตาลงด้วยความพอใจ เสียงแมลงคลอเคลียไปทั่วสนามหญ้า และ Lumi ก็ซุกตัวใกล้ชิดกับแม่ของเธอมากขึ้นอีกโดยมีเสียงของหมู่บ้านคอยขับกล่อม
สถานที่เล็กๆ แห่งนี้คือฉางจวง ไม่มีใครจำได้ว่าทำไมถึงถูกเรียกแบบนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็คุ้นเคยไปเอง
หายนะที่ตามมาจากอาดูรการณ์ แผ่ขยายไปทั่วทั้งหวงหลง แม้กระทั่งลึกเข้าไปในภูเขาของเยว่โจวอย่างที่นี่เอง หายนะก็ทิ้งร่องรอยที่ไม่อาจลืมเลือนด้วยการตัดขาดหมู่บ้านออกจากโลกภายนอก เทคโนโลยีพังทลายลงและชาวบ้านต้องกลับไปสู่วิถีเก่า ตั้งแต่ทำฟาร์ม ล่าสัตว์ และเอาชีวิตรอดด้วยวิถีชีวิตที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยทำ พวกเขาใช้ชีวิตตามดวงตะวันที่โผล่พ้นขึ้นฟ้าและหายลับกลับไป เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนในฉางจวงเริ่มคุ้นเคยกับความสงบและความเรียบง่ายของวิถีชีวิตแบบนี้
บ้านทั้งหลังสว่างไสวในวันที่ Lumi เกิด ทารกผู้นั้นเรืองแสงออกมาเบาๆ ดึงดูดสายตาของชาวบ้านทุกคน พวกเขาพากันมารวมอยู่ที่สนามหญ้าด้วยอยากจะเห็นเด็กทารกคนนั้นที่ส่องแสงราวกับดวงประทีปเล็กๆ ที่นี่เรโซเนเตอร์พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก และเรโซเนเตอร์อย่าง Lumi ที่เกิดมาพร้อมกับพลังก็พบเห็นได้ยากขึ้นไปอีก แต่ในหมู่บ้านที่เงียบสงบอย่างฉางจวง ไม่มีความท้าทายยิ่งใหญ่อันใดต้องพึ่งพาเรโซเนเตอร์เด็กเพื่อพิชิตมัน ดังนั้น Lumi จึงเติบโตมาอย่างไร้กังวลเหมือนกันกับเด็กทั่วๆ ไปคนอื่นในหมู่บ้าน เธอเรียนรู้วิถีแห่งภูเขาและทุ่งนา วิธีแกะรอยสัตว์ป่าและแยกว่าพืชชนิดใดกินประทังความหิวได้
ผู้คนในฉางจวงเพลิดเพลินกับการได้พักผ่อนใต้ร่มไม้เย็นสบาย ในขณะที่ Lumi วิ่งไปตามต้นไม้กับสหายของเธอ แสงในตัวเธอก็กะพริบราวกับกำลังเต้นรำอย่างร่าเริง ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเรียกเธอว่า "ซันไชน์" ในขณะที่สหายๆ ของเธอเรียกเธอว่า "หิ่งห้อย Lumi" แต่ถึงกระนั้น Lumi ก็ยังสงสัยเกี่ยวกับพรสวรรค์ประหลาดของเธออยู่บ่อยครั้ง เธอไม่แน่ใจว่าจะมีไว้เพื่ออะไร และหลายต่อหลายครั้งก็น่ารำคาญเสียด้วย เพราะเวลาออกล่าสัตว์แสงของเธอชอบกะพริบอย่างควบคุมไม่ได้จนเหยื่อหนีเตลิดไปหมด
หลังจากที่ Lumi ถูกขอให้พักจากการออกล่าชั่วคราว จิตใจของเธอก็จมอยู่กับความหงุดหงิด เธอเดินไปตามพงหญ้าริมบึงและนั่งลงเพียงลำพัง แสงเรืองรองของเธอกะพริบ หรี่ลง และสว่างขึ้นอีกครั้งตามที่เธอฝึกฝนควบคุมแสง ในที่สุดเธอก็เหนื่อยล้าจนผล็อยหลับไป แม้จะเผชิญกับอุปสรรคแต่เธอก็ไม่รู้สึกว่าต้องรีบข้ามผ่านไป
ชีวิตในฉางจวงดำเนินไปอย่างช้าๆ มีเวลาให้เราได้เติบโตและเรียนรู้อยู่เสมอ
ผิวทะเลสาบที่ส่องแสงแวววาวกลับคืนสู่ความมืด สายลมยามค่ำคืนพัดพาเสียงกบออกไป และวันพรุ่งนี้ยังมีเหมือนเดิม
อากาศที่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนทำให้รู้สึกเหมือนโลกตกอยู่ในภวังค์
Lumi นอนซุกอ้อมแขนแม่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกข้างหน้าต่างในยามเย็นอันเงียบสงบ ตาของเธอเริ่มปิดลงขณะมองเหม่ออย่างง่วงเหงาหาวนอน สายลมอ่อนๆ จากพัดกระทบผิวของเธอทำให้เธอหรี่ตาลงด้วยความพอใจ เสียงแมลงคลอเคลียไปทั่วสนามหญ้า และ Lumi ก็ซุกตัวใกล้ชิดกับแม่ของเธอมากขึ้นอีกโดยมีเสียงของหมู่บ้านคอยขับกล่อม
สถานที่เล็กๆ แห่งนี้คือฉางจวง ไม่มีใครจำได้ว่าทำไมถึงถูกเรียกแบบนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็คุ้นเคยไปเอง
หายนะที่ตามมาจาก
บ้านทั้งหลังสว่างไสวในวันที่ Lumi เกิด ทารกผู้นั้นเรืองแสงออกมาเบาๆ ดึงดูดสายตาของชาวบ้านทุกคน พวกเขาพากันมารวมอยู่ที่สนามหญ้าด้วยอยากจะเห็นเด็กทารกคนนั้นที่ส่องแสงราวกับดวงประทีปเล็กๆ ที่นี่เรโซเนเตอร์พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก และเรโซเนเตอร์อย่าง Lumi ที่เกิดมาพร้อมกับพลังก็พบเห็นได้ยากขึ้นไปอีก แต่ในหมู่บ้านที่เงียบสงบอย่างฉางจวง ไม่มีความท้าทายยิ่งใหญ่อันใดต้องพึ่งพาเรโซเนเตอร์เด็กเพื่อพิชิตมัน ดังนั้น Lumi จึงเติบโตมาอย่างไร้กังวลเหมือนกันกับเด็กทั่วๆ ไปคนอื่นในหมู่บ้าน เธอเรียนรู้วิถีแห่งภูเขาและทุ่งนา วิธีแกะรอยสัตว์ป่าและแยกว่าพืชชนิดใดกินประทังความหิวได้
ผู้คนในฉางจวงเพลิดเพลินกับการได้พักผ่อนใต้ร่มไม้เย็นสบาย ในขณะที่ Lumi วิ่งไปตามต้นไม้กับสหายของเธอ แสงในตัวเธอก็กะพริบราวกับกำลังเต้นรำอย่างร่าเริง ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเรียกเธอว่า "ซันไชน์" ในขณะที่สหายๆ ของเธอเรียกเธอว่า "หิ่งห้อย Lumi" แต่ถึงกระนั้น Lumi ก็ยังสงสัยเกี่ยวกับพรสวรรค์ประหลาดของเธออยู่บ่อยครั้ง เธอไม่แน่ใจว่าจะมีไว้เพื่ออะไร และหลายต่อหลายครั้งก็น่ารำคาญเสียด้วย เพราะเวลาออกล่าสัตว์แสงของเธอชอบกะพริบอย่างควบคุมไม่ได้จนเหยื่อหนีเตลิดไปหมด
หลังจากที่ Lumi ถูกขอให้พักจากการออกล่าชั่วคราว จิตใจของเธอก็จมอยู่กับความหงุดหงิด เธอเดินไปตามพงหญ้าริมบึงและนั่งลงเพียงลำพัง แสงเรืองรองของเธอกะพริบ หรี่ลง และสว่างขึ้นอีกครั้งตามที่เธอฝึกฝนควบคุมแสง ในที่สุดเธอก็เหนื่อยล้าจนผล็อยหลับไป แม้จะเผชิญกับอุปสรรคแต่เธอก็ไม่รู้สึกว่าต้องรีบข้ามผ่านไป
ชีวิตในฉางจวงดำเนินไปอย่างช้าๆ มีเวลาให้เราได้เติบโตและเรียนรู้อยู่เสมอ
ผิวทะเลสาบที่ส่องแสงแวววาวกลับคืนสู่ความมืด สายลมยามค่ำคืนพัดพาเสียงกบออกไป และวันพรุ่งนี้ยังมีเหมือนเดิม
สู่เส้นขอบฟ้า
"ในวันอังคารที่ท้องฟ้าแจ่มใส ฉันนั่งดูพระอาทิตย์ตกจากยอดเขาไฉ่ต้ง! แต่จางจางไม่ได้มาด้วย... เธอดูจะหมดความสนใจกับเรื่องนี้แล้ว..."
Lumi หยุดและปิดสมุดบันทึกของเธอท่ามกลางแสงทองอร่ามของพระอาทิตย์ตกดิน
สมุดปกแข็งเล่มหนานี้คือของขวัญวันเกิดจากพ่อแม่ของเธอ และเป็นสมุดที่เธอเลือกด้วยตัวเอง เมื่อก่อนอาจเป็นแค่สมุดบันทึก แต่พอเธอโตขึ้นก็กลายเป็นบันทึกการเดินทางออกสำรวจ สมัยยังเด็ก Lumi พอใจกับการเดินเล่นบนเส้นทางหินกรวดของฉางจวง แต่ตอนนี้เส้นทางเหล่านั้นเล็กเกินไปแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นของเธอเลยไปไกลกว่าขอบเขตของหมู่บ้านเสียแล้ว เธอโหยหาถนนที่จะนำไปสู่โลกภายนอก
ปัญหาเดียวก็คือ ไม่มีใครพบถนนเช่นนั้นมานานมากแล้ว
ครั้งหนึ่ง พ่อของเธอเคยเล่าให้ฟังถึงความพยายามที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายคนพยายามหาทางออกไปนอกภูเขา แต่ทุกคนก็ต้องกลับมามือเปล่า หลงทาง หรือแม้แต่แย่กว่านั้น สุดท้ายชาวบ้านก็ล้มเลิกความตั้งใจในที่สุดแล้วหันไปสนใจเรื่องในชีวิตที่เร่งด่วนมากกว่า ชีวิตในฉางจวงต้องการความทุ่มเทมากมายนัก ไม่ว่าจะทำฟาร์มตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง แล้วจากนั้นยังต้องเตรียมรับมือกับฤดูหนาวอันยาวนานที่กลืนภูเขาให้หายไปในผืนน้ำแข็งสีเงิน ผู้คนไม่อาจออกสำรวจได้
Lumi เข้าใจดีว่าชีวิตไม่ง่าย แต่ถึงกระนั้น ความอยากรู้อยากเห็นและความโหยหาการผจญภัยของเธอนั้นแรงกล้ายิ่งกว่านัก เธอจึงรวบรวมกลุ่มสหายและตั้งทีมสำรวจเล็กๆ อย่างรวดเร็วด้วยใจหมายมั่นที่จะหาทางออก แต่แม้จะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความล้มเหลวก็มาเยือน เพราะผลพวงที่ตามมาหลังจากอาดูรการณ์ ทำให้ภูมิประเทศบิดเบี้ยวจนทุกทางออกที่พอเป็นไปได้ถูกทำลายเสียหมด เฉกเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษได้พบเจอ
ในตอนแรกความล้มเหลวไม่ได้กวนใจพวกเขา อย่างไรเสียเด็กก็คือเด็ก เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสดใสและความหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มหมดความตั้งใจ เด็กโตหันไปเข้าร่วมทีมแรงงาน ส่วนเด็กที่เหลือก็เริ่มหมดความสนใจ กลุ่มของ Lumi ที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเริ่มลดน้อยถอยลง และในวันนี้การสำรวจของเธอก็สิ้นสุดลงเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะทุกคนอยากรีบกลับบ้านก่อนพลบค่ำ
Lumi ถอนหายใจ
เธอรู้ดีว่าสหายส่วนใหญ่มองเรื่องนี้เป็นแค่การฆ่าเวลา
เธอยืนขึ้น เอามือป้องปาก แล้วตะโกนไปทางภูเขา เสียงของเธอสะท้อนกับโขดหินและต้นไม้ก่อนที่จะค่อยๆ เงียบหายไปในอากาศยามเย็น
พระอาทิตย์ตกส่องประกายไปทั่วท้องฟ้า ทอดยาวไปสู่เส้นขอบฟ้าเป็นสีแดงทองอร่ามก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไปกับจุมพิตอันนุ่มนวลแห่งยามค่ำคืน
Lumi ยิ้มและตบแก้มตัวเองเบาๆ ถึงยังไงก็ไม่สำคัญหรอก ยังไงเธอก็ยังตื่นเต้นไปกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีใครหยั่งรู้อยู่ดี
"...จริงสิ! เดี๋ยวตอนกินไอศกรีมเย็นๆ คืนนี้ต้องเล่าให้จางจางฟังด้วยว่าวิวสวยแค่ไหน แล้วก็เป๋ยไห่ แล้วก็หมิง..."
เธอพึมพำชื่อสหายขณะโบกมือลาภูเขา จากนั้นจึงหันหลังกลับและเดินลงจากเนินเขาเพียงลำพังอย่างสำราญใจ
Lumi หยุดและปิดสมุดบันทึกของเธอท่ามกลางแสงทองอร่ามของพระอาทิตย์ตกดิน
สมุดปกแข็งเล่มหนานี้คือของขวัญวันเกิดจากพ่อแม่ของเธอ และเป็นสมุดที่เธอเลือกด้วยตัวเอง เมื่อก่อนอาจเป็นแค่สมุดบันทึก แต่พอเธอโตขึ้นก็กลายเป็นบันทึกการเดินทางออกสำรวจ สมัยยังเด็ก Lumi พอใจกับการเดินเล่นบนเส้นทางหินกรวดของฉางจวง แต่ตอนนี้เส้นทางเหล่านั้นเล็กเกินไปแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นของเธอเลยไปไกลกว่าขอบเขตของหมู่บ้านเสียแล้ว เธอโหยหาถนนที่จะนำไปสู่โลกภายนอก
ปัญหาเดียวก็คือ ไม่มีใครพบถนนเช่นนั้นมานานมากแล้ว
ครั้งหนึ่ง พ่อของเธอเคยเล่าให้ฟังถึงความพยายามที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายคนพยายามหาทางออกไปนอกภูเขา แต่ทุกคนก็ต้องกลับมามือเปล่า หลงทาง หรือแม้แต่แย่กว่านั้น สุดท้ายชาวบ้านก็ล้มเลิกความตั้งใจในที่สุดแล้วหันไปสนใจเรื่องในชีวิตที่เร่งด่วนมากกว่า ชีวิตในฉางจวงต้องการความทุ่มเทมากมายนัก ไม่ว่าจะทำฟาร์มตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง แล้วจากนั้นยังต้องเตรียมรับมือกับฤดูหนาวอันยาวนานที่กลืนภูเขาให้หายไปในผืนน้ำแข็งสีเงิน ผู้คนไม่อาจออกสำรวจได้
Lumi เข้าใจดีว่าชีวิตไม่ง่าย แต่ถึงกระนั้น ความอยากรู้อยากเห็นและความโหยหาการผจญภัยของเธอนั้นแรงกล้ายิ่งกว่านัก เธอจึงรวบรวมกลุ่มสหายและตั้งทีมสำรวจเล็กๆ อย่างรวดเร็วด้วยใจหมายมั่นที่จะหาทางออก แต่แม้จะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความล้มเหลวก็มาเยือน เพราะผลพวงที่ตามมาหลังจาก
ในตอนแรกความล้มเหลวไม่ได้กวนใจพวกเขา อย่างไรเสียเด็กก็คือเด็ก เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสดใสและความหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มหมดความตั้งใจ เด็กโตหันไปเข้าร่วมทีมแรงงาน ส่วนเด็กที่เหลือก็เริ่มหมดความสนใจ กลุ่มของ Lumi ที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเริ่มลดน้อยถอยลง และในวันนี้การสำรวจของเธอก็สิ้นสุดลงเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะทุกคนอยากรีบกลับบ้านก่อนพลบค่ำ
Lumi ถอนหายใจ
เธอรู้ดีว่าสหายส่วนใหญ่มองเรื่องนี้เป็นแค่การฆ่าเวลา
เธอยืนขึ้น เอามือป้องปาก แล้วตะโกนไปทางภูเขา เสียงของเธอสะท้อนกับโขดหินและต้นไม้ก่อนที่จะค่อยๆ เงียบหายไปในอากาศยามเย็น
พระอาทิตย์ตกส่องประกายไปทั่วท้องฟ้า ทอดยาวไปสู่เส้นขอบฟ้าเป็นสีแดงทองอร่ามก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไปกับจุมพิตอันนุ่มนวลแห่งยามค่ำคืน
Lumi ยิ้มและตบแก้มตัวเองเบาๆ ถึงยังไงก็ไม่สำคัญหรอก ยังไงเธอก็ยังตื่นเต้นไปกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีใครหยั่งรู้อยู่ดี
"...จริงสิ! เดี๋ยวตอนกินไอศกรีมเย็นๆ คืนนี้ต้องเล่าให้จางจางฟังด้วยว่าวิวสวยแค่ไหน แล้วก็เป๋ยไห่ แล้วก็หมิง..."
เธอพึมพำชื่อสหายขณะโบกมือลาภูเขา จากนั้นจึงหันหลังกลับและเดินลงจากเนินเขาเพียงลำพังอย่างสำราญใจ
เมืองนีออน
"ตื่นแล้วเหรอ? เอ้า ดื่มนี่สิ"
ขณะที่เธอเริ่มลืมตาขึ้นมา ริมฝีปากที่แห้งผากก็สัมผัสกับน้ำที่ทั้งเย็นและหวาน เธอจับภาชนะตามสัญชาตญาณและดื่มน้ำอย่างกระหาย
"ใจเย็น ไม่ต้องรีบดื่ม" เสียงนั้นกล่าวเตือนอย่างอ่อนโยนและห่วงใย "ดื่มเร็วเดี๋ยวก็สำลักเอาหรอก"
เมื่อเธอกระดกหมดหยดสุดท้าย Lumi ก็กะพริบตาและตั้งสติได้อีกครั้ง เธอเงยหน้ามองหน้าคนที่ช่วยเธอเอาไว้ พวกเขาคือคนกลุ่มเล็กๆ 3 คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่คล้ายกัน สาวน้อยที่เป็นผู้นำกลุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางช่วยเธอลุกขึ้นนั่ง
"คุณเป็นคนแถวนี้เหรอ? ไม่คิดไม่ฝันเลยแฮะ ไหนเขาว่ากันว่าไม่มีคนอาศัยอยู่แถวนี้นี่ "สาวน้อยพูด ในน้ำเสียงแฝงอยากรู้อยากเห็น "สงสัยเราต้องอัปเดตแผนที่แล้วล่ะ"
"ขอบคุณ... ที่ช่วยฉันเอาไว้นะ" Lumi เอื้อนเอ่ยอย่างแผ่วเบา เสียงของเธอตะกุกตะกัก โลกที่เธอรู้จักนั้นเล็กมาก จำกัดอยู่เพียงภูเขาและเส้นทางแคบๆ ของฉางจวง "ธะ-เธอมาจากโลกภายนอกเหรอ?"
ทุกคนในทีมสบตากัน และตอนนั้นเองที่ Lumi สังเกตเห็นสัญลักษณ์บนเครื่องแบบของพวกเขา เป็นรูปหนูแฮมสเตอร์ตัวอวบสวมหมวกฟางกำลังยิ้มอย่างน่ารัก
พวกเขายื่นมือมาช่วย Lumi ลุกขึ้นยืน
"ขอโทษที่แนะนำตัวช้านะ พวกเราเป็นหน่วยจัดส่งจากลอลโล่โลจิสติกส์ "
หลายเดือนต่อมา เฉิงเซียวยิ้ม วางหวีลง และตบไหล่ของ Lumi
"ลองดูซิ เป็นยังไงบ้าง?"
Lumi มองภาพสะท้อนในกระจก ตกตะลึงกับใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยในนั้น เด็กผู้หญิงที่จ้องมองกลับมามีผมหยิกเรียบร้อยและสวมเครื่องแบบลอลโล่โลจิสติกส์สะอาดพอดีตัว ดูเหมือนเธอกลายเป็นสาวชาวเมืองอย่างเต็มตัวแล้ว
เฉิงเซียว หัวหน้าหน่วยที่ช่วยชีวิตเธอไว้ ได้พา Lumi ออกจากฉางจวงอันเงียบสงบไปยังเมืองที่พลุกพล่านและคอยดูแลเธอ เฉิงเซียวเป็นคนมีไหวพริบ เชื่อถือได้ และตอนนี้ได้กลายเป็นพี่เลี้ยงให้กับ Lumi ที่ลอลโล่โลจิสติกส์
"ฉันดู... ต่างไปเลย" Lumi พึมพำพร้อมเกาหัวอย่างเขินอาย "ขอบคุณนะ เฉิงเซียว"
"ไม่ต้องพิธีรีตองมากหรอกน่า" เฉิงเซียวหัวเราะ "เดี๋ยวฉันต้องไปส่งเอกสารก่อน ไว้ค่อยไปกินข้าวโรงอาหารกันไหม?"
"ได้สิ!"
เมื่อประตูปิดลง Lumi ก็กลับมาจ้องมองตัวเธอในกระจกอยู่พักหนึ่ง
ถึงจะเพิ่งผ่านการประเมินของลอลโล่โลจิสติกส์ Lumi ก็ยังคงต้องปรับตัวกับชีวิตในเมืองอยู่ เมืองนี้เหมือนพายุหมุนเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอันเงียบสงบที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลัง ถนนพลุกพล่านไปด้วยชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่ในยามดึกสงัดก็ยังมีแสงไฟกะพริบและเสียงดังอยู่ในอากาศ มีกำแพงและประตูอยู่ทุกหนแห่ง และมีข้อห้ามอยู่ทุกซอกทุกมุม เธอเคยวิ่งเล่นได้อย่างอิสระในดินแดนโล่งกว้างของฉางจวงได้นานเท่าที่ต้องการ แต่ที่นี่ทุกขั้นตอนต้องไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ ตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านกระตุ้นให้เธอตื่นตัวอย่างเหลือล้นแต่ก็ประดังเข้ามาจนเกินรับไหว
"ค่อยเป็นค่อยไปน่า Lumi" เธอพึมพำกับตัวเอง "ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ..."
Lumi คว้าหมวกฟางของเธอ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปิดประตูเพื่อเผชิญหน้ากับชีวิตในเมืองอีกครั้ง
ขณะที่เธอเริ่มลืมตาขึ้นมา ริมฝีปากที่แห้งผากก็สัมผัสกับน้ำที่ทั้งเย็นและหวาน เธอจับภาชนะตามสัญชาตญาณและดื่มน้ำอย่างกระหาย
"ใจเย็น ไม่ต้องรีบดื่ม" เสียงนั้นกล่าวเตือนอย่างอ่อนโยนและห่วงใย "ดื่มเร็วเดี๋ยวก็สำลักเอาหรอก"
เมื่อเธอกระดกหมดหยดสุดท้าย Lumi ก็กะพริบตาและตั้งสติได้อีกครั้ง เธอเงยหน้ามองหน้าคนที่ช่วยเธอเอาไว้ พวกเขาคือคนกลุ่มเล็กๆ 3 คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่คล้ายกัน สาวน้อยที่เป็นผู้นำกลุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางช่วยเธอลุกขึ้นนั่ง
"คุณเป็นคนแถวนี้เหรอ? ไม่คิดไม่ฝันเลยแฮะ ไหนเขาว่ากันว่าไม่มีคนอาศัยอยู่แถวนี้นี่ "สาวน้อยพูด ในน้ำเสียงแฝงอยากรู้อยากเห็น "สงสัยเราต้องอัปเดตแผนที่แล้วล่ะ"
"ขอบคุณ... ที่ช่วยฉันเอาไว้นะ" Lumi เอื้อนเอ่ยอย่างแผ่วเบา เสียงของเธอตะกุกตะกัก โลกที่เธอรู้จักนั้นเล็กมาก จำกัดอยู่เพียงภูเขาและเส้นทางแคบๆ ของฉางจวง "ธะ-เธอมาจากโลกภายนอกเหรอ?"
ทุกคนในทีมสบตากัน และตอนนั้นเองที่ Lumi สังเกตเห็นสัญลักษณ์บนเครื่องแบบของพวกเขา เป็นรูปหนูแฮมสเตอร์ตัวอวบสวมหมวกฟางกำลังยิ้มอย่างน่ารัก
พวกเขายื่นมือมาช่วย Lumi ลุกขึ้นยืน
"ขอโทษที่แนะนำตัวช้านะ พวกเราเป็นหน่วยจัดส่งจาก
หลายเดือนต่อมา เฉิงเซียวยิ้ม วางหวีลง และตบไหล่ของ Lumi
"ลองดูซิ เป็นยังไงบ้าง?"
Lumi มองภาพสะท้อนในกระจก ตกตะลึงกับใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยในนั้น เด็กผู้หญิงที่จ้องมองกลับมามีผมหยิกเรียบร้อยและสวมเครื่องแบบลอลโล่โลจิสติกส์สะอาดพอดีตัว ดูเหมือนเธอกลายเป็นสาวชาวเมืองอย่างเต็มตัวแล้ว
เฉิงเซียว หัวหน้าหน่วยที่ช่วยชีวิตเธอไว้ ได้พา Lumi ออกจากฉางจวงอันเงียบสงบไปยังเมืองที่พลุกพล่านและคอยดูแลเธอ เฉิงเซียวเป็นคนมีไหวพริบ เชื่อถือได้ และตอนนี้ได้กลายเป็นพี่เลี้ยงให้กับ Lumi ที่ลอลโล่โลจิสติกส์
"ฉันดู... ต่างไปเลย" Lumi พึมพำพร้อมเกาหัวอย่างเขินอาย "ขอบคุณนะ เฉิงเซียว"
"ไม่ต้องพิธีรีตองมากหรอกน่า" เฉิงเซียวหัวเราะ "เดี๋ยวฉันต้องไปส่งเอกสารก่อน ไว้ค่อยไปกินข้าวโรงอาหารกันไหม?"
"ได้สิ!"
เมื่อประตูปิดลง Lumi ก็กลับมาจ้องมองตัวเธอในกระจกอยู่พักหนึ่ง
ถึงจะเพิ่งผ่านการประเมินของลอลโล่โลจิสติกส์ Lumi ก็ยังคงต้องปรับตัวกับชีวิตในเมืองอยู่ เมืองนี้เหมือนพายุหมุนเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอันเงียบสงบที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลัง ถนนพลุกพล่านไปด้วยชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่ในยามดึกสงัดก็ยังมีแสงไฟกะพริบและเสียงดังอยู่ในอากาศ มีกำแพงและประตูอยู่ทุกหนแห่ง และมีข้อห้ามอยู่ทุกซอกทุกมุม เธอเคยวิ่งเล่นได้อย่างอิสระในดินแดนโล่งกว้างของฉางจวงได้นานเท่าที่ต้องการ แต่ที่นี่ทุกขั้นตอนต้องไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ ตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านกระตุ้นให้เธอตื่นตัวอย่างเหลือล้นแต่ก็ประดังเข้ามาจนเกินรับไหว
"ค่อยเป็นค่อยไปน่า Lumi" เธอพึมพำกับตัวเอง "ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ..."
Lumi คว้าหมวกฟางของเธอ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปิดประตูเพื่อเผชิญหน้ากับชีวิตในเมืองอีกครั้ง
ข้ามผ่านแผ่นน้ำและขุนเขา
"หนูจี๊ด ฉันเวียนหัวจัง..."
Lumi พึมพำพลางเอนตัวพิงขอบเตียงขณะที่พื้นเรือเบื้องล่างโยกเยกไปมา คลื่นกระแทกเข้ากับตัวเรือด้วยเสียงคำราม กระแสน้ำที่ปั่นป่วนรุนแรงชวนให้รู้สึกราวกับจะดึงเหล่าผู้เดินทางจมลงสู่ก้นทะเล เธอกอดตุ๊กตาแฮมสเตอร์ของเธอไว้แน่น หลับตาลง เฝ้ารอให้การเดินทางอันแสนทรมานนี้สิ้นสุดลง
หลายวันต่อมา ท่าเรือก็ปรากฏให้เห็นในที่สุด ณ จุดที่ทะเลบรรจบกับท้องฟ้า มีนกนางนวลส่งเสียงร้องมาจากไกลๆ และมี Lumi ที่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเธอก้าวขึ้นไปบนบก "ขอบคุณพระเจ้า" เธอพึมพำ Tangtang กับ Fulei เพื่อนของเธอเดินโซเซอยู่ข้างหลัง ใบหน้ายังซีดเซียวจากอาการเมาเรือ
"พวกเธอไม่เป็นไรใช่ไหม?" Lumi ใช้นิ้วสางผมและพาทั้งคู่ไปพักที่ม้านั่งใกล้ๆ
"Lumi ตอนแรกที่เธอมารินาซิตา มันแย่ขนาดนี้ไหม?" Tangtang ถามขณะที่ยังเหนื่อยจนคอตกอยู่
Lumi หัวเราะเบาๆ "ก็แหงล่ะ! ฉันถึงบอกพวกเธอให้คอยรักษาร่างกายให้แข็งแรงไว้ไงล่ะ ยังมีสถานที่ที่สมบุกสมบันกว่านี้อีกนะ"
Tangtang คร่ำครวญพลางพยักหน้า "แล้วไหงเธอฟื้นตัวเร็วขนาดนี้เนี่ย? เมื่อกี้ยังเมาเรือพอๆ กับพวกฉันอยู่เลย..."
Lumi ยิ้มเมื่อนึกถึงตอนที่เธอเดินทางมาที่นี่เป็นครั้งแรกกับเฉิงเซียว "เชื่อเถอะ สภาพฉันก็แย่พอๆ กับพวกเธอนั่นแหละ แข้งขาปวกเปียก แทบจะอาเจียน แล้วฉันก็เกือบสาบานเลยนะว่าจะไม่ก้าวขาขึ้นเรืออีก!"
Fulei พยักหน้าเห็นด้วย "เรือโคลงเคลงจนน่ากลัวจริงๆ..."
Fulei กับ Tangtang เป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งมาเข้าร่วมลอลโล่โลจิสติกส์ และได้รับมอบหมายให้ฝึกกับทีมของ Lumi ลอลโล่โลจิสติกส์มอบหมายให้เธอคอยชี้นำและสอนงานให้กับทั้งคู่ แต่ให้นำทีมน่ะเหรอ? Lumi เองก็ไม่แน่ใจว่าเธอพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแบบนั้นไหม ไม่ใช่เพราะเธอเกลียดการดูแลผู้อื่น เธอเพียงแต่กลัวว่าเธอจะช่วยเหลือไม่ได้อย่างที่เหล่าเด็กใหม่คาดหวัง สมัยเฉิงเซียวทำเธอดูเหมือนทำได้ง่ายๆ มาตลอด แต่พอมาถึงตัวเธอเอง เธอจะทำแบบเดียวกันได้จริงเหรอ?
"Lumi" Tangtang พูดขัดขึ้นมาระหว่างที่เธอครุ่นคิดอยู่ "ฉันเห็นเธอพูดถึงเฉิงเซียวตลอดเลย แต่ฉันไม่ยักจะเคยเห็นเธอมาที่สาขา เธออยู่ไหนเหรอ?"
"เธอไม่ได้ออกหน้างานแล้วล่ะ" Lumi ตอบเบาๆ
"หา? ก็ไหนเธอบอกว่าเฉิงเซียวเป็น 'ผู้นำทางที่โดดเด่น' ทุกปีเลยนี่? เธอจะลาออกไปทำไมล่ะ?" Fulei ถามด้วยแววตาดูตกใจ
Lumi เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามเหนือรากูนน่า ที่แสนจะปลอดโปร่ง
"เพราะ... ชีวิตยังไงล่ะ" Lumi อธิบายเหมือนกับที่เธอเคยเจอมาสมัยเด็ก "บางครั้งชีวิตก็พาเราไปยังเส้นทางอื่น โซลาริสเป็นโลกที่กว้างใหญ่ และการทำงานที่ลอลโล่โลจิสติกส์ก็ต้องเดินทางตลอดทั้งปี เฉิงเซียวต้องการอะไรที่มั่นคงกว่านี้ เธอก็เลยเลือกที่จะไป"
Tangtang เอียงหัว "แล้วเธอล่ะ? มาทำงานแบบนี้ครอบครัวไม่ว่าเหรอ?"
"ท่านก็ห่วงอยู่นะ" Lumi ยอมรับ "แต่นี่คือชีวิตฉัน และฉันก็รักในการเดินทาง การได้เห็นสิ่งใหม่ๆ พบปะกับผู้คนทั่วทั้งโซลาริส และนั่นก็คือหัวใจหลักของลอลโล่โลจิสติกส์ เฉิงเซียวเองก็สอนอะไรฉันไว้เยอะ แล้วฉันก็จะทำให้ดีที่สุดเพื่อสอนเธอทั้งคู่"
คำพูดของเธอลอยอยู่ในอากาศขณะที่เด็กใหม่ทั้งคู่คิดตาม
Lumi ยิ้ม "ทุกอย่างในชีวิตคนเรามีพบก็ต้องมีจาก" เธอพูดต่อ "บางคนอาจลงจากเรือ แต่ก็จะมีคนอื่นขึ้นมาใหม่ แต่ตราบใดที่ยังมีผู้ที่ยินดีจะรับไม้ต่อ คำขวัญที่ว่า 'คุณขอมา เราส่งให้' ของเราก็จะยังไปต่อได้อย่างมั่นคง"
Lumi ลุกขึ้นยืดตัวเต็มที่ หนูจี๊ดเกาะอยู่บนไหล่และถูแก้มของเธอ "พักกันอีกซัก 10 นาทีแล้วค่อยไปต่อนะ โอ้ จะว่าไปพวกเธออยากลองกินไอศกรีมสามลูกชื่อดังของรากูนน่าไหม? เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!"
"เอาสิ!"
"ขอด้วยคน!"
Lumi พึมพำพลางเอนตัวพิงขอบเตียงขณะที่พื้นเรือเบื้องล่างโยกเยกไปมา คลื่นกระแทกเข้ากับตัวเรือด้วยเสียงคำราม กระแสน้ำที่ปั่นป่วนรุนแรงชวนให้รู้สึกราวกับจะดึงเหล่าผู้เดินทางจมลงสู่ก้นทะเล เธอกอดตุ๊กตาแฮมสเตอร์ของเธอไว้แน่น หลับตาลง เฝ้ารอให้การเดินทางอันแสนทรมานนี้สิ้นสุดลง
หลายวันต่อมา ท่าเรือก็ปรากฏให้เห็นในที่สุด ณ จุดที่ทะเลบรรจบกับท้องฟ้า มีนกนางนวลส่งเสียงร้องมาจากไกลๆ และมี Lumi ที่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเธอก้าวขึ้นไปบนบก "ขอบคุณพระเจ้า" เธอพึมพำ Tangtang กับ Fulei เพื่อนของเธอเดินโซเซอยู่ข้างหลัง ใบหน้ายังซีดเซียวจากอาการเมาเรือ
"พวกเธอไม่เป็นไรใช่ไหม?" Lumi ใช้นิ้วสางผมและพาทั้งคู่ไปพักที่ม้านั่งใกล้ๆ
"Lumi ตอนแรกที่เธอมา
Lumi หัวเราะเบาๆ "ก็แหงล่ะ! ฉันถึงบอกพวกเธอให้คอยรักษาร่างกายให้แข็งแรงไว้ไงล่ะ ยังมีสถานที่ที่สมบุกสมบันกว่านี้อีกนะ"
Tangtang คร่ำครวญพลางพยักหน้า "แล้วไหงเธอฟื้นตัวเร็วขนาดนี้เนี่ย? เมื่อกี้ยังเมาเรือพอๆ กับพวกฉันอยู่เลย..."
Lumi ยิ้มเมื่อนึกถึงตอนที่เธอเดินทางมาที่นี่เป็นครั้งแรกกับเฉิงเซียว "เชื่อเถอะ สภาพฉันก็แย่พอๆ กับพวกเธอนั่นแหละ แข้งขาปวกเปียก แทบจะอาเจียน แล้วฉันก็เกือบสาบานเลยนะว่าจะไม่ก้าวขาขึ้นเรืออีก!"
Fulei พยักหน้าเห็นด้วย "เรือโคลงเคลงจนน่ากลัวจริงๆ..."
Fulei กับ Tangtang เป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งมาเข้าร่วม
"Lumi" Tangtang พูดขัดขึ้นมาระหว่างที่เธอครุ่นคิดอยู่ "ฉันเห็นเธอพูดถึงเฉิงเซียวตลอดเลย แต่ฉันไม่ยักจะเคยเห็นเธอมาที่สาขา เธออยู่ไหนเหรอ?"
"เธอไม่ได้ออกหน้างานแล้วล่ะ" Lumi ตอบเบาๆ
"หา? ก็ไหนเธอบอกว่าเฉิงเซียวเป็น 'ผู้นำทางที่โดดเด่น' ทุกปีเลยนี่? เธอจะลาออกไปทำไมล่ะ?" Fulei ถามด้วยแววตาดูตกใจ
Lumi เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามเหนือ
"เพราะ... ชีวิตยังไงล่ะ" Lumi อธิบายเหมือนกับที่เธอเคยเจอมาสมัยเด็ก "บางครั้งชีวิตก็พาเราไปยังเส้นทางอื่น โซลาริสเป็นโลกที่กว้างใหญ่ และการทำงานที่ลอลโล่โลจิสติกส์ก็ต้องเดินทางตลอดทั้งปี เฉิงเซียวต้องการอะไรที่มั่นคงกว่านี้ เธอก็เลยเลือกที่จะไป"
Tangtang เอียงหัว "แล้วเธอล่ะ? มาทำงานแบบนี้ครอบครัวไม่ว่าเหรอ?"
"ท่านก็ห่วงอยู่นะ" Lumi ยอมรับ "แต่นี่คือชีวิตฉัน และฉันก็รักในการเดินทาง การได้เห็นสิ่งใหม่ๆ พบปะกับผู้คนทั่วทั้ง
คำพูดของเธอลอยอยู่ในอากาศขณะที่เด็กใหม่ทั้งคู่คิดตาม
Lumi ยิ้ม "ทุกอย่างในชีวิตคนเรามีพบก็ต้องมีจาก" เธอพูดต่อ "บางคนอาจลงจากเรือ แต่ก็จะมีคนอื่นขึ้นมาใหม่ แต่ตราบใดที่ยังมีผู้ที่ยินดีจะรับไม้ต่อ คำขวัญที่ว่า 'คุณขอมา เราส่งให้' ของเราก็จะยังไปต่อได้อย่างมั่นคง"
Lumi ลุกขึ้นยืดตัวเต็มที่ หนูจี๊ดเกาะอยู่บนไหล่และถูแก้มของเธอ "พักกันอีกซัก 10 นาทีแล้วค่อยไปต่อนะ โอ้ จะว่าไปพวกเธออยากลองกินไอศกรีมสามลูกชื่อดังของรากูนน่าไหม? เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!"
"เอาสิ!"
"ขอด้วยคน!"
บนท้องถนน
นับตั้งแต่ฉางจวงเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อีกครั้ง เมืองแห่งนี้ก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมายให้เห็นทุกหนแห่ง แต่เมื่อ Lumi กลับบ้าน เธอก็ยังสัมผัสได้ถึงความหลังลึกซึ้งที่ถาโถมเข้ามา
บางทีผู้ถวิลหาความเปลี่ยนแปลงอาจออกเดินทางไปแล้วอย่างที่ Lumi เคยทำ เหลือไว้เพียงผู้ที่รักษานิสัยและจังหวะการใช้ชีวิตเดิมๆ ในแต่ละวันกันต่อไป พระอาทิตย์กำลังตกดินแล้ว เธอเดินไปตามทางในหมู่บ้าน ควันจากการประกอบอาหารลอยคลุ้งไปบนฟ้า ปะปนด้วยเสียงหัวเราะและเสียงรำไรของแมลงยามเย็น
พ่อแม่ของเธอต้อนรับเธอกลับบ้าน ตรงหน้าเธอคือชามบะหมี่เนื้อพูนร้อนๆ ในน้ำซุปเข้มข้น เสริมด้วยน้ำมันพริกหอมเต็มช้อน
Lumi เริ่มตักกิน ความร้อนจากน้ำซุปทำให้แก้มของเธอแดงระเรื่อขณะที่เธอซดบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย แม่ของเธอหัวเราะเบาๆ แล้วยื่นแก้วน้ำให้
"กินช้าๆ สิ Lumi ไม่มีใครมาแย่งลูกกินหรอกนะ" แม่เธอแซว
หลังจากจิบน้ำและซดน้ำซุปตาม เธอก็เอนหลังและถอนหายใจอย่างพึงพอใจ
พ่อของเธอนั่งเคาะไปป์อยู่ข้างๆ "ไม่ได้มาบ้านนานเลยนะ แล้วงานเป็นไงบ้าง?"
Lumi ยิ้ม "ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ แต่หนูว่ามันก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ และก็มีคนช่วยหนูด้วย อันที่จริงเป็นฮีโร่จากจินโจว เลยล่ะ!"
แม่ของเธอเลิกคิ้วอย่างสนใจ "จริงเหรอ? นี่ Lumi น้อยของเรารู้จักคนใหญ่คนโตแล้วเหรอเนี่ย?"
Lumi หัวเราะ ดวงตาของเธอเป็นประกาย "จริงค่ะ! ตอนนั้นหนูเจอปัญหากับงานบางอย่าง แต่เพราะ{Male=เขา;Female=เธอ}เนี่ยแหละหนูถึงแก้สถานการณ์ได้ เรื่องราวมันเป็นอย่างงี้ค่ะ..."
ในเช้าวันต่อมา ขณะที่หมู่บ้านยังคงปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบยามรุ่งอรุณ Lumi ก็ออกจากบ้านมาชมทิวทัศน์ยามเช้าของทุ่งนา ทุ่งกว้างยังไม่เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ ยังเหลือร่องรอยของสถานที่ที่เธอเติบโตมา
เธอเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ใจลอยไปกับความคิดจนกระทั่งมีคนตบไหล่เธอเบาๆ เรียกเธอออกมาจากภวังค์
"Lumi? เธอมาทำอะไรถึงนี่น่ะ?"
Lumi กะพริบตาและหันไปเห็นจางจาง เพื่อนสมัยเด็กของเธอที่กำลังยืนยิ้มอยู่ข้างหลัง
"โอ้ จางจางนี่เอง! คือฉันแค่กำลัง... นึกถึงอะไรอยู่น่ะ ไม่เจอกันนานเลยนะ" Lumi จ้องมองไปถนนที่เพิ่งปูทางใหม่ที่คดเคี้ยวผ่านเนินเขา "ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยู่ตรงไหนกัน"
จางจางหัวเราะ "ก็นะ เพิ่งจะทำเสร็จไม่นานนี้เอง ดูเรียบกว่าเมื่อก่อนเลยว่าไหมล่ะ? ที่นี่เคยเป็นที่โปรดเธอนะ จำได้ไหม?" เธอเบือนสายตาไปที่ถนนแล้วพูดต่อ "ไม่ค่อยมีคนมาที่นี่หรอก แต่ฉันได้ยินมาว่าทีมงานลอลโล่โลจิสติกส์ ของเธอมาบ่อยนี่" จางจางชะงัก นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ "จะว่าไป หลังๆ เธอได้ไปที่ไหนเจ๋งๆ บ้างไหม? พอจะมีอะไรเล่าให้ฉันฟังไหม? คืองี้ ฉันเองก็คิดเรื่องราวออกไปพบเจอโลกด้วยตัวเองเหมือนกัน..."
Lumi พยักหน้าและเริ่มเล่าการผจญภัยครั้งล่าสุดของเธอให้เพื่อนสมัยเด็กของเธอฟัง เรื่องราวการผจญภัยในเมืองที่ห่างไกลและดินแดนที่ไม่มีใครหยั่งรู้
เมื่อทั้งคู่แยกทางกัน Lumi เดินมาจนเจอก้อนหินข้างถนนจึงนั่งลงบนนั้น เธอเชิดคางขึ้นขณะจ้องมองท้องฟ้า เธอรู้ว่ามีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าเท่านั้นจึงจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ได้นำพาการเปลี่ยนแปลง และบันดาลชีวิตที่แตกต่างให้กับผู้คน
เมื่อค่ำคืนผ่านพ้นไป แสงแรกแห่งรุ่งอรุณก็โผล่ปกคลุมภูเขาที่หลับใหล
ไกลออกไป ณ จุดที่เส้นทางภูเขาบรรจบกับท้องฟ้า เงาพาหนะหน้าตาคุ้นเคยของลอลโล่โลจิสติกส์ส่องแสงระยิบระยับท่ามกลางแสงแดดกำลังขับเข้ามาทางฉางจวง
บางทีผู้ถวิลหาความเปลี่ยนแปลงอาจออกเดินทางไปแล้วอย่างที่ Lumi เคยทำ เหลือไว้เพียงผู้ที่รักษานิสัยและจังหวะการใช้ชีวิตเดิมๆ ในแต่ละวันกันต่อไป พระอาทิตย์กำลังตกดินแล้ว เธอเดินไปตามทางในหมู่บ้าน ควันจากการประกอบอาหารลอยคลุ้งไปบนฟ้า ปะปนด้วยเสียงหัวเราะและเสียงรำไรของแมลงยามเย็น
พ่อแม่ของเธอต้อนรับเธอกลับบ้าน ตรงหน้าเธอคือชามบะหมี่เนื้อพูนร้อนๆ ในน้ำซุปเข้มข้น เสริมด้วยน้ำมันพริกหอมเต็มช้อน
Lumi เริ่มตักกิน ความร้อนจากน้ำซุปทำให้แก้มของเธอแดงระเรื่อขณะที่เธอซดบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย แม่ของเธอหัวเราะเบาๆ แล้วยื่นแก้วน้ำให้
"กินช้าๆ สิ Lumi ไม่มีใครมาแย่งลูกกินหรอกนะ" แม่เธอแซว
หลังจากจิบน้ำและซดน้ำซุปตาม เธอก็เอนหลังและถอนหายใจอย่างพึงพอใจ
พ่อของเธอนั่งเคาะไปป์อยู่ข้างๆ "ไม่ได้มาบ้านนานเลยนะ แล้วงานเป็นไงบ้าง?"
Lumi ยิ้ม "ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ แต่หนูว่ามันก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ และก็มีคนช่วยหนูด้วย อันที่จริงเป็นฮีโร่จาก
แม่ของเธอเลิกคิ้วอย่างสนใจ "จริงเหรอ? นี่ Lumi น้อยของเรารู้จักคนใหญ่คนโตแล้วเหรอเนี่ย?"
Lumi หัวเราะ ดวงตาของเธอเป็นประกาย "จริงค่ะ! ตอนนั้นหนูเจอปัญหากับงานบางอย่าง แต่เพราะ{Male=เขา;Female=เธอ}เนี่ยแหละหนูถึงแก้สถานการณ์ได้ เรื่องราวมันเป็นอย่างงี้ค่ะ..."
ในเช้าวันต่อมา ขณะที่หมู่บ้านยังคงปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบยามรุ่งอรุณ Lumi ก็ออกจากบ้านมาชมทิวทัศน์ยามเช้าของทุ่งนา ทุ่งกว้างยังไม่เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ ยังเหลือร่องรอยของสถานที่ที่เธอเติบโตมา
เธอเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ใจลอยไปกับความคิดจนกระทั่งมีคนตบไหล่เธอเบาๆ เรียกเธอออกมาจากภวังค์
"Lumi? เธอมาทำอะไรถึงนี่น่ะ?"
Lumi กะพริบตาและหันไปเห็นจางจาง เพื่อนสมัยเด็กของเธอที่กำลังยืนยิ้มอยู่ข้างหลัง
"โอ้ จางจางนี่เอง! คือฉันแค่กำลัง... นึกถึงอะไรอยู่น่ะ ไม่เจอกันนานเลยนะ" Lumi จ้องมองไปถนนที่เพิ่งปูทางใหม่ที่คดเคี้ยวผ่านเนินเขา "ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยู่ตรงไหนกัน"
จางจางหัวเราะ "ก็นะ เพิ่งจะทำเสร็จไม่นานนี้เอง ดูเรียบกว่าเมื่อก่อนเลยว่าไหมล่ะ? ที่นี่เคยเป็นที่โปรดเธอนะ จำได้ไหม?" เธอเบือนสายตาไปที่ถนนแล้วพูดต่อ "ไม่ค่อยมีคนมาที่นี่หรอก แต่ฉันได้ยินมาว่าทีมงาน
Lumi พยักหน้าและเริ่มเล่าการผจญภัยครั้งล่าสุดของเธอให้เพื่อนสมัยเด็กของเธอฟัง เรื่องราวการผจญภัยในเมืองที่ห่างไกลและดินแดนที่ไม่มีใครหยั่งรู้
เมื่อทั้งคู่แยกทางกัน Lumi เดินมาจนเจอก้อนหินข้างถนนจึงนั่งลงบนนั้น เธอเชิดคางขึ้นขณะจ้องมองท้องฟ้า เธอรู้ว่ามีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าเท่านั้นจึงจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ได้นำพาการเปลี่ยนแปลง และบันดาลชีวิตที่แตกต่างให้กับผู้คน
เมื่อค่ำคืนผ่านพ้นไป แสงแรกแห่งรุ่งอรุณก็โผล่ปกคลุมภูเขาที่หลับใหล
ไกลออกไป ณ จุดที่เส้นทางภูเขาบรรจบกับท้องฟ้า เงาพาหนะหน้าตาคุ้นเคยของลอลโล่โลจิสติกส์ส่องแสงระยิบระยับท่ามกลางแสงแดดกำลังขับเข้ามาทางฉางจวง
Lumi เส้นเสียง
ความในใจ - 1
นี่ ฉันได้ยินเรื่องของเธอมานานแล้ว! เป็นไปได้ไงเหรอ? ก็ลอลโล่โลจิสติกส์ มีสถานีอยู่ทุกที่ ข่าวสารก็เลยเดินทางเร็วไงล่ะ! และเผื่อว่าเธอยังไม่รู้นะ เธอเป็นประเด็นที่ชาวจินโจว ชอบพูดถึงเลยนะ!
ความในใจ - 2
ริงโทนของเทอร์มินัลเหรอ? ใช่แล้ว ฉันเป็นคนทำขึ้นเอง! ฉันคิดว่าริงโทนเป็นวิธีที่เจ๋งในการทำให้ลอลโล่โลจิสติกส์ เป็นที่รู้จักมากขึ้น... ติดหูใช่ไหมล่ะ? เพื่อนร่วมงานของฉันก็คิดเหมือนกันและทุกคนก็เริ่มใช้ริงโทนนี้ ตอนนี้เลยเป็นเสียงที่ได้ยินจากทุกที่เลย
ความในใจ - 3
นี่คือหนูจี๊ด ตุ๊กตาของฉันเอง ลองบีบมันดูสิ น่ารักใช่มั้ยล่ะ? ฉันทำขึ้นเองตอนที่เพิ่งเข้าร่วมลอลโล่โลจิสติกส์ ตอนนั้นทุกอย่างดูใหม่ แบบว่าใหม่จนน่ากลัว... และฉันก็กังวลกับงานใหม่มาก... การมีหนูจี๊ดเป็นเพื่อนจึงช่วยคลายความกังวลของฉันได้มาก!
ความในใจ - 4
สีทาเล็บของฉันลอกหมดแล้ว... ถึงเวลาทำสีใหม่! ตอนแรกที่ฉันย้ายไปอยู่ในเมือง ฉันลองปรับโฉมทุกรูปแบบเท่าที่จะนึกออก แต่ไม่ว่าแนวไหนฉันก็ดูตลกอยู่ดี! แต่ตอนนี้... ตอนนี้ฉันเจอสไตล์ของตัวเองแล้ว คุณว่าฉันควรเลือกสีไหนดี?
ความในใจ - 5
ตั้งแต่เล็กจนโตฉันไม่เคยออกนอกหมู่บ้านมาก่อนเลย และพอมันเกิดขึ้นฉันก็กลายเป็นนักเดินทางที่ไม่เคยหยุดพัก การขี่รถพร้อมกับฟังเสียงลมที่พัดผ่านไปเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ฉันได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมาย และได้บอกลาพวกเขา... ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง ถูกไหม? ฉันว่าคุณเองก็เหมือนกัน เดินทางอยู่ตลอดเวลา มันเป็นวิถีชีวิตที่ดีจริงๆ ว่าไหม? ฉันคิดว่า... สักวันหนึ่งเราจะต้องได้พบกันอีกบนถนนสักสาย และเมื่อถึงวันนั้นเราจะไปหาอาหารท้องถิ่นอร่อยๆ กิน และฟังเรื่องราวการผจญภัยล่าสุดของแต่ละคนไปด้วยกันนะ!
งานอดิเรกของ Lumi
ฉันจดทุกสิ่งที่น่าสนใจลงในบันทึกการเดินทางของฉัน ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ ผู้คน หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเห็น หากไม่สามารถบรรยายได้ด้วยตัวอักษร ฉันก็จะสเก็ตช์ภาพลงไปแทน ฉันจดบันทึกจนเต็มหลายเล่มแล้วตั้งแต่เข้าร่วมลอลโล่โลจิสติกส์
ความกังวลของ Lumi
เวลาเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ! ไหนจะส่งของ วางแผนเส้นทางใหม่ๆ แชทกับเพื่อนๆ เขียนบันทึกการเดินทาง... ฉันอยากจะมีร่างแยกของตัวเองสักล้านร่าง!
อาหารที่ชอบ
เส้นหมี่คือของโปรดหนึ่งเดียวของฉัน! ปรุงรสด้วยพริก น้ำส้มสายชูสักเหยาะ โรยต้นหอมซอย... อร่อยเหาะ! ครั้งหน้าที่คุณไปเยว่โจว เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!
อาหารที่ไม่ชอบ
อืมม... เขาเรียกมันว่าอะไรนะ? บะหมี่เมนูแนะนำท้องถิ่นที่ฉันเคยลองกินตอนที่ไปส่งของ มันจะมีน้ำซุปปลาสีทองกับผักใบเขียว รสชาติไม่อร่อยเหมือนหน้าตาเอาเสียเลย—แหยะ ขมมาก! ครั้งเดียวพอ!
อุดมคติ
โอ้โห ตั้งแต่ในหมู่บ้านของเรามีถนน ทุกอย่างก็บ้ามาก! เราสร้างสิ่งใหม่ๆ เพิ่มมากมาย ฉันน่ะจับตามองทีมของฉันอยู่ตลอด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนพอใจ—บางคนก็อยากเลื่อนตำแหน่ง บางคนอยากได้เงินไปใช้จ่ายในครอบครัวเพิ่มขึ้น บางคนก็แค่อยากเดินทาง ฮิฮิ เหนื่อยหน่อยแต่ก็รู้สึกดีที่ทุกคนต้องการฉัน... ฉันจะพยายามต่อไป!
พูดคุย - 1
สิ่งที่ติดอยู่บนหัวฉันเหรอ? นี่คือบัตรพนักงานของลอลโล่โลจิสติกส์ ฉันหนีบมันไว้กับผมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องงุ่มง่ามเวลาถือของเต็มมือ พอใครก็ตามเห็นปุ๊บก็จะรู้ชื่อฉันทันที เพอร์เฟกต์!
พูดคุย - 2
วันนั้นฉันเดินทางออกจากหมู่บ้าน ฉันปีนเขาไปไกลกว่าที่เคยมีใครไปได้มาก่อน ไม่นานนักก็เจอกับทุ่งกว้างที่มีอากาศสดชื่นและชุ่มฉ่ำด้วยน้ำค้าง ฉันตื่นเต้นจนเริ่มส่องแสง และแสงสว่างก็ล่อทาเซ็ตดิสคอร์ด เข้ามา... ฉันสู้พวกมันอย่างสุดความสามารถแต่สุดท้ายก็หมดสติไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ทีมของลอลโล่โลจิสติกส์ ช่วยฉันไว้ แสงของพวกเขาตัดผ่านความมืดมิด มันเป็นแสงที่สว่างที่สุดที่ฉันเคยเห็นเลยล่ะ
เกี่ยวกับ Jianxin
เวลาที่ฉันออกไปส่งของบางวันฉันก็หาที่พักไม่ได้ บางครั้งฉันเลยต้องนอนกลางแจ้ง มีครั้งหนึ่งฉันเจอคุณ Jianxin งีบอยู่บนหินก้อนใหญ่ริมหน้าผาล่ะ! เธอดู... ตัวเบามาก ราวกับขนนก...
เกี่ยวกับ Chixia
เจ้าม้าน้อย... โอ๊ะ ฉันหมายถึง Chixia ฮ่าฮ่า! อะแฮ่ม พัสดุของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน Chixia มักจะเป็นขนมหรือสินค้าจากละครวีรชน ครั้งล่าสุดที่เธอได้รับพัสดุพวกนี้ เธอดีใจจนกระโดดตัวลอยออกจากห้องเลยล่ะ!
เกี่ยวกับ Youhu
พัสดุของ Youhu จะทำประกันไว้เสมอ เพราะมันเป็นโบราณวัตถุราคาแพง ฉันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องพวกนี้มากนักหรอก แต่ดูจากการที่เธอหยิบจับอย่างระมัดระวัง ใครๆ ก็รู้ว่าพวกมันคือสมบัติของเธอ
เกี่ยวกับ Baizhi
พัสดุของนักวิจัย Baizhi น่ะหนักอึ้งเลย! ส่วนใหญ่จะเป็นกองหนังสือ หนาๆ ทั้งนั้น แล้วก็ของแปลกๆ อีกเพียบ เขาบอกว่าทุกอย่างมีไว้เพื่อการวิจัย...
เกี่ยวกับ Zhezhi
อันที่จริงแล้วฉันก็ไม่ค่อยจะเจอตัวคุณ Zhezhi สักเท่าไหร่... เธอน่ะเป็นนกฮูกราตรี แทบจะไม่เคยออกไปไหนในตอนกลางวัน ฉันก็เลยมักจะแค่วางสีแล้วก็กระดาษทิ้งไว้ที่หน้าประตูของเธอ
คำอวยพรวันเกิด
คุณป้าผานฮวาอนุญาตให้ฉันใช้เตาของเธอได้วันนี้ ที่หมู่บ้านของฉันเราจะฉลองวันเกิดด้วยการกินหมี่ซั่วร้อนๆ แบบนี้ โปะด้วยไข่พะโล้สองฟอง! นี่เลย คุณต้องสูดเส้นเข้าไปให้หมดในคำเดียวนะ ห้ามกัดขาดเชียว! ฮิฮิ... สุขสันต์วันเกิดนะ! ขอให้หนทางที่รอคุณอยู่ข้างหน้าแต่มีแต่ความสว่างสดใส
ขณะยืนรอ - 1
ยังไม่ได้ส่งอีกเหรอ?... ไม่เอาน่า...
ขณะยืนรอ - 2
*เสียงออกแรง*
ขณะยืนรอ - 3
หนูจี๊ด! เลิกเล่นจดหมายได้แล้ว!
คำแนะนำตัว
สวัสดี! ฉันชื่อ Lumi! ต้องการส่งจดหมายหรือเปล่า? ฉันพร้อมให้บริการในฐานะผู้นำทางมืออาชีพของลอลโล่โลจิสติกส์ !
ทักทาย
ไม่ต้องห่วง แสงสว่างของฉันจะคอยช่วยคุณ!
เข้าร่วมทีม - 1
ทันเวลาพอดีเลย!
เข้าร่วมทีม - 2
หน้าใหม่ในบันทึกของฉัน!
เข้าร่วมทีม - 3
ส่องสว่างเส้นทางของคุณ
เลื่อนขั้น - 1
นี่ฉันคิดไปเองหรือหลอดไฟตรงหางฉันมันสว่างขึ้นกว่าเดิม?
เลื่อนขั้น - 2
การกำหนดเส้นทางใหม่สำหรับลอลโล่โลจิสติกส์ จำเป็นต้องมีการฝึกร่างกาย
เลื่อนขั้น - 3
คุณเป็นครูที่เก่งมากเลย! รู้ไหม? หนูจี๊ดกระโดดได้สูงขึ้นและเร็วขึ้น หลังทำตามการชี้นำของคุณ!
เลื่อนขั้น - 4
คนอื่นๆ ที่หมู่บ้านเคยเรียกฉันว่าพระอาทิตย์เริงร่า แต่ฉันชอบชื่อ Lumi มากกว่า! เพราะพระอาทิตย์จะตกในตอนกลางคืน แต่ฉันพร้อมเป็นแสงสว่างนำทางทุกคนกลับบ้านเสมอ!
เลื่อนขั้น - 5
คุณคิดว่าฉันเป็นผู้นำทางฝีมือเยี่ยมอยู่แล้วเหรอ? จริงเหรอ?... ไม่ ไม่ได้สิ อย่าเพิ่งได้ใจไป Lumi! ฉันยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ ฉันจะไม่หยุดแค่นี้!
การปลดปล่อยเรโซแนนซ์ - 1
หนูจี๊ด จัดการพวกตัวร้ายเลย!
การปลดปล่อยเรโซแนนซ์ - 2
หนูจี๊ด ปกป้องสินค้า!
การปลดปล่อยเรโซแนนซ์ - 3
หนูจี๊ด เปิดทางให้ที!
สกิลอินโทร
พร้อมกันนะ!
ถูกโจมตี - 1
หนูจี๊ด ระวัง!
ถูกโจมตี - 2
มันจะพังแล้ว!
บาดเจ็บ - 1
เวลาไม่รีรอนะ!
บาดเจ็บ - 2
สินค้าเสียหาย!
บาดเจ็บ - 3
หนูจี๊ด หนีไป...
หมดสติ - 1
นำทาง... ไม่สำเร็จ...
หมดสติ - 2
แสงสว่างดับลงแล้ว...
อัญเชิญเอคโค่
ยอดเยี่ยม!
สกิลเอคโค่ - เปลี่ยนร่าง
ดูนี่นะ!
ศัตรูอยู่ใกล้เคียง
หนูจี๊ด เตือนภัย!
เครื่องร่อน
ยิ่งสูง ยิ่งดี!
เซนเซอร์
นี่ไงล่ะ!
หีบเสบียง - 1
โอ้โห ของดีนะเนี่ย!
หีบเสบียง - 2
ฉันนี่โชคดีจัง!
หีบเสบียง - 3
ดูนี่สิ หนูจี๊ด!